End of life..ลมหายใจสุดท้าย

posted on 17 Nov 2007 12:49 by thedoctorwearsprada in chit-chat

  

 

 

 

เช้านี้ ...

 

 

พยาบาลแจ้งว่าคนไข้โรคมะเร็งระยะสุดท้าย

กำลังหายใจผิดปกติ . . .

 

 

รับรู้ความหมายของมันในใจ

. . . ลมหายใจสุดท้าย

 

 

เธอป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูกระยะลุกลามได้รับการรักษามาหมดทุกวิธี จนถึงระยะที่เรียกว่า end of life care

ครั้งนี้เธอนอนโรงพยาบาลมา 50 กว่าวัน หลายครั้งหมอและพยาบาลก็เหนื่อยอ่อน อยากให้เธอกลับบ้าน เพราะอยู่ร.พ.ก็ไม่มีใครทำอะไรให้เธอได้มากไปกว่านี้ กลางดึกหลายต่อหลายครั้งที่หมอเวรจะโดนตามลงมาดูเธอด้วยเรื่องปวด ท้องอืด คลื่นไส้ อาเจียน ทุกคนรู้แก่ใจว่าไม่มียาอะไรจะให้เธอได้มากกว่านี้แล้ว

เราเพิ่งจะมีส่วนมาดูแลเธอเมื่อสัปดาห์ก่อน ราวน์เช้าเพื่อเข้าไปฟังcomplaint เดิมๆ ทุกวัน ที่เราได้แต่ปลอบใจ

วันนี้วาระสุดท้ายของเธอมาถึงแล้ว รู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูก

 

อาจารย์ท่านนึงถูกตามมาดูเธอ ด้วยความสูงวัยกว่า

ท่านเข้าไปลูบหัวปลอบเธอ ..ลำบากหน่อยนะตอนนี้ ผ่านตรงนี้ไปได้ก็สบายแล้ว

                                       ...ไม่ต้องห่วงอะไรนะ หมอคุยกะน้องสาวให้แล้ว

                                       ...พระอยู่นี่นะกำไว้ นี่มือหมอจับไว้ อดทนหน่อยนะ

                                       ...ไปให้สบาย อีกไม่นานหมอก็ไปเหมือนกัน

 

เป็นภาพที่เศร้าอย่างบอกไม่ถูก น้ำตาเราถูกกลั้นไว้

เรามีคนไข้ที่ตายไปต่อหน้าต่อตามากมาย คนที่เราช่วยใส่ท่อช่วยหายใจ คนที่เราปั๊มหัวใจเป็นชั่วโมงจนร่างกายเย็นซีดเขียว มีหลายคนที่เราเป็นคนถอดเครื่องช่วยหายใจเมื่อดวงวิญญาณนั้นดับสูญ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่เราจะเสียน้ำตา เรายังจำได้ที่คนไข้คนแรกในชีวิตของเราตาย ตอนนั้นเรายังเป็นแค่เด็กตัวเล็กไม่ได้มีส่วนในการรักษาซักเท่าไหร่เลย แต่เราก็ร้องไห้ฟูมฟาย แล้วก็ยังไปทำบุญให้ด้วย

ต่อมาเราโตขึ้น บางครั้งเรายังต้องถามตัวเอง ว่านี่เราสูญเสียความเป็นคนไปมากเกินไปรึเปล่า ที่เห็นการตายเป็นเรื่องธรรมดา

เพิ่งอ่านเจอเมื่อเร็วๆนี้จำไม่ได้ว่าอ่านจากไหน น่าเสียดายเราอยากจะอ่านให้จบ

เค้าบอกว่ามีหมอสองแบบ

..หมอที่เห็นการตายเป็นเรื่องธรรมดา เป็นอีกคนหนึ่งที่ตายไป ตามความเจ็บป่วยตามเหตุอันสมควรนั้น รักษาอย่างเต็มที่ตามความสามารถ อย่างถูกต้องตามหลักวิชาแล้ว

..กับหมอที่เห็นการตายเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเข้าใจในธรรมชาติของชีวิตมีเกิด แก่ เจ็บ ตาย มองเห็นการตายเป็นธรรมดาของโลก

เราเป็นหมอแบบแรกมาตลอด แต่วันนี้เมื่อเห็นภาพอาจารย์ที่เข้าไปหาคนไข้ เรารับรู้ได้ว่าท่านเป็นหมอแบบที่สอง

วันนี้เราโตขึ้นอีกนิดนึงแล้ว..

 

Comment

Comment:

Tweet

ชีวิตมันสั้น...ใช้มันคุ้มรึยัง
บางคนตายไปเราก็เฉยๆ
บางคนจากเราไปก็ใจหาย
ถ้าสักวันได้เป็นหมอ คงจะเป็นหมออย่างที่สองค่ะ
เพราะชีวิตมันมี เกิด แก่ เจ็บ ตาย
เป็นเรื่องธรรมดาจริงๆ

#37 By kanone on 2008-06-04 13:55

อยากจะบอกว่าอ่านเอนทรี่นี้จบ น้ำตาร่วงเลยค่ะ


สู้ๆนะคะคุณหมอ

#36 By aritsumemoon on 2008-05-27 18:13

TT_________TT

#35 By ☂ YukiUsagi ★ on 2008-05-09 10:06

อ่านไปน้ำตาซึมตามเลย สู้ต่อไปนะคะ
เราน่ะนับถือคนที่เป็นหมอโดยเฉพาะคุณหมอแบบที่2มากเลยนะ
เพราะฉะนั้นคุณหมอต้องสู้ต่อไปนะคะ

#34 By (58.9.226.73) on 2007-11-24 09:09

angry smile

#33 By sukullac on 2007-11-21 02:27

sorrow
ขอบคุณคนในอาชีพนี้มากๆ
พายเป็นกำลังใจให้คุณอ๋องนะคะ
ชื่นชมสิ่งที่อาจารย์หมอทำด้วยค่ะ
เอ็นทรี่ย์นี้เศร้ามากเลย..
พายเป็นพวกอ่านแล้วจินตนาการภาพตาม

#31 By p-i-e on 2007-11-19 22:07

ขอให้คุณหมอโตเร็วๆนะคะbig smile

แหะแหะ เรื่องแท็คไม่ต้องทำก็ได้ค่ะ ..ที่ส่งให้ก็เพราะตอนได้รับเรารู้สึกดีใจ ก็เลยอยากส่งต่อให้คนรับได้ดีใจที่ถูกคิดถึงเท่านั้นเองค่ะ แต่เรื่องทำไม่ทำไม่ซีเรียสเลยจ้า

แนะนำว่าถ้าไม่มีโอกาสก็อย่าเพิ่งทำเลย อย่าไปคิดเป็นภาระเชียวนะคะ ไม่งั้นวันหลังเราจะไม่กล้าส่งแท็คต่อให้ใครอีกอะค่ะ

ปล.อย่าเศร้าไปเลย อาม่าเราเองก็รอวันจะจากไปอยู่เป็นปีแล้ว เราน่ะอยากให้อาม่าเราหมดลมเร็วๆค่ะ ไม่ใช่ว่าไม่รักแกนะ แต่เพราะคนป่วยน่ะ เค้าทนทุกข์ทรมานมากมายเหลือเกิน เค้าไม่ได้วิ่งเล่นไปไหนมาไหนสบายๆเหมือนเราได้ สงสารเค้ามาก ไม่รู้จะอยากอยู่ไปทำไม นอนให้อาหารทางสายยางแบบนั้น เบื่อแย่เลย ถ้าวิญญาณออกจากร่างไปนะ อาม่าจะไปไหนก็ได้ ไม่ต้องเดิน ไม่ต้องถูกฉีดยา ..ก็ไม่รู้ทำไมอาม่าไม่คิดงี้บ้าง

เราเชื่อเรื่องชาติภพหน้าค่ะ มันคงทำให้เรามีสติในยามที่คิดว่าเรากำลังอยู่ในวาระสุดท้าย เราไม่กลัวที่จะตายด้วย เพราะเราเชื่อว่า ทุกคนจะได้กลับมาพบกันอีก.. ทั้งคนที่เรารัก และหมาตัวเก่าของเราด้วยค่ะbig smile
เศร้าจังค่ะ T-T

แต่ชีวิตคนเราก็มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย เนอะคะ T-T

เป็นกำลังใจให้คุณหมอนะคะ ^^

#29 By ☆ [ Cha - AiM ] ::★ on 2007-11-19 17:38

ความตายไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆค่ะ

#28 By IllusionCheshire on 2007-11-19 16:34

เพิ่งเข้ามาครั้งแรก...ภาพ header เท่จังค่ะ
ขอ Add Fav ไว้นะคะ

ไม่มีใครรู้ว่าในวินาทีต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น...คนที่อยู่ต้องทำทุกวินาทีให้ดีที่สุด big smile

#27 By m on 2007-11-19 15:15

อ่านแล้วเศร้าค่ะ แต่ก็พยายามเข้าใจ และทำใจเสมอว่า คนเรามีเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดา

พูดง่าย แต่บางครั้ง ทำยากจัง

#26 By Orm & Hai on 2007-11-19 13:47

#25 By Lily Pixel on 2007-11-19 11:17

เป็นความจริงที่หนีไม่พ้น

#24 By anonymous on 2007-11-19 10:59

Hot! อ่านแล้วก็พอจะเข้าใจความรู้สึกของหมอ
แค่เราอ่านเรายังน้ำตาซึมเลย ไปเจอต่อหน้าเนี่ย ไม่รู้จะกลั้นน้ำตาได้อย่างหมอรึเปล่า
ดีใจด้วยนะคะที่โตขึ้นมาอีกนิดนึงbig smile

#23 By MamiLuv on 2007-11-19 02:28

เศร้าจังค่ะ...แต่ประทับใจอาจารย์จัง

#22 By (^_^)/nana on 2007-11-19 02:25

_______________________

#21 By PUMP201 on 2007-11-19 02:09

เพราะนี่คือชีวิตยังไงครับ ใช้ชีวิตให้คุ้มค่า กันทุกๆคนนะครับbig smile

#20 By styx26 on 2007-11-19 01:54

พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าให้คิดว่าให้รู้ตัวตลอดว่าเราสามารถตายได้ทุก ๆ วินาที ถึงอย่างนั้นก็เถอะคงเป็นเรื่องทำใจยาก มีอยู่ครั้งหนึ่งเคยคิดว่าถ้าต้องตายจะเป็นเช่นไร หัวใจกลับว้าเหว่อย่างบอกไม่ถูก นี้กระมั่งที่เป็นการยอมรับได้ยาก

#19 By สาวโรงงาน on 2007-11-19 00:34


ผมอิจฉาคุณครับ

ประสบการณ์เหล่านี้ไม่ได้หาได้ง่ายๆ

ผมไม่ได้กำลังบอกว่ามันน่าสนุก

แต่การได้รับประสบการณ์ที่ทำให้เราได้พิจารณาธรรมชาติของสรรพสิ่งแบบนี้
เป็นสิ่งที่ดีครับ

เช่นอาจารย์หมอ ผมคิดว่าตอนแรกแกก็คงคิดแบบเด็กๆ หมือนคุณเหมือนกัน แต่ด้วยประสบการณ์เหล่านี้ ทำให้แกมองโลกได้สมบูรณ์มากขึ้น



ว่าแต่ว่า ตอนนี้ประเทศไทย ให้สิทธิคนไข้ไร้ทางรักษาเลือกตายตามต้องการได้แล้วหรือยังครับ

#18 By PastelSalad on 2007-11-19 00:10

แม่เราก็เสียด้วยโรคมะเร็ง เหมือนกันค่ะ
อดทนมาตั้ง 7 ปี ผ่านระยะสุดท้ายแล้วกลับมาดีได้ ดีที่พ่อส่งหมอมือฉมัง 1 ใน 3 ของไทย
มะเร็งเป็นโรคที่ทรมาณมาก อดสงสารคนที่เป้นโรคนี้ไม่ได้
แล้วหนำซ้ำกรรมใด พ่อเราก้มาเป็นอีก แต่โชคดีที่รักษาแล้วยังดีกว่าแม่ ไม่เป็นอะไร

แม่เราเคยบอกไว้ว่า มันก็เป้นแค่ร่างกาย ชำรุดเป็นธรรมดา

ทำได้แต่เก็บความทรงจำดีๆกับแม่เอาไว้

#17 By timo on 2007-11-18 23:44

แม่ RD.เสียด้วย โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว เมื่อปี 2542
เริ่มทราบในเดือน มิย.42(หลังจากใส่หัวใจเทียมปี 2541)
RD.มีพี่ชายจบ หมอรามาฯ (ศัลยฯช่องท้อง)
(ขออนุญาตเรียกตัวเองว่า "เรา"นะ)
เราพยายามรักษาและพยายามบรรเทาความเจ็บปวดของอาการขั้นสุดท้ายของแม่อย่างเต็มที่ ก็อย่างที่คุณหมอทราบนั้นแหละว่า..มันเจ็บปวดมากแค่ไหน?..เราทิ้งทุกอย่างไปอยู่กับแม่ทั้งวันทั้งคืน..เวลาที่ต้องกลับทำงานบ้าง..ก็..จ้างพยาบาลพิเศษมาแทนตัวเรา
แม่..โชคดีที่มีลูกดี 10คน แถมมี"ลูกหมอ-กตัญญู"อยู่ในนั้นด้วย..ทุกคนช่วยและอยู่เคียงข้างให้แม่ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดของชีวิตคนเราอย่างอบอุ่นไม่เดี่ยวดาย
แม่ต่อสู้กับโรคร้ายอย่างเข้มแข็ง จนมาถึง สค.2542
แม่ก็สิ้นใจลงอย่างสงบ..แม่คงหายเจ็บปวดทุกข์ทรมานตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา
แต่สำหรับเรา...ความทุกข์ทรมานที่มีตั้งแต่ทราบว่าแม่ป่วย..ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา..ความเจ็บปวดทุกข์ทรมานในใจเรามันกลับโถมเท่าทวีคูณเพิ่มขึ้นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน..ต่างกับ..แม่..ที่เขาไปสบายแล้ว

#16 By Random-Diary on 2007-11-18 23:17

ซึ้ง ....
เรื่องแบบนี้เหมือนยาก ..แต่ก็ยาก(อ้าว...)
สู้ๆนะคะ ^ ^

#15 By Jin on 2007-11-18 22:40

อยู่กับแม่บ่อยๆก็เห็นแบบนี้เหมือนกันค่ะ
ไม่รู้จะเป็นหมอแบบไหนนะคะ

แต่ตอนนี้คนรอบข้างเป็นโรคร้าย
แต่แม่รักษาทัน
เห็นแม่ช่วยชีวิตคนหลายๆคนไว้ได้

ก็เลยย้อนกลับมามองตัวเองว่า ทำไมไม่คิดจะเป็นหมอ
เพราะเมื่อก่อนปฏิเสธมาตลอดเลย

แต่ตอนนี้ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป


คิดจะเป็นหมอแล้ว

คงต้องหยุดเรื่องบางเรื่องไว้

แล้วถ้าจะเป็นหมอก็ต้องเป็นหมอที่ดีและเข้าใจ

ถ้าให้เลือกคงเป็นแบบที่สอง


big smile big smile

(มาแนวไหนละนี่วันนี้ 55+)

#14 By {S-sinequanon-N} on 2007-11-18 22:26

วันนี้....ซึ้ง เศร้าดีแท้

#13 By YESUNG_CLOUD on 2007-11-18 22:16

อ่านแล้วรู้สึกเสียใจไปกับผู้ที่เกี่ยวข้องด้วย..
การที่ได้เห็นคนๆหนึ่ง ชีวิตหนึ่งชีวิตต้องหมดลมหายใจไปต่อหน้าต่อตาคงไม่ใช่เรื่องที่น่าสนุกนัก ..ก็ได้แต่ภาวนาให้พวกเขาเหล่านั้นไปสบายจริงๆ

การเป็นหมอนี่ก็ยากเหมือนกันนะคะ ^^"

#12 By No-R...overdose on 2007-11-18 22:13

ความจริง เราคิดว่าก็ไม่ได้แบ่งแยกหรอกนะคะ อย่างเราเองก็เป็นคนนึงที่ยอมรับการรักษาแพทย์ทางเลือกต่างๆ อย่างเช่นเคสนี้ ก็ได้การรักษาทุกอย่าง ตามแต่คนไข้และญาติจะต้องการ ควบคู่ไปกับการรักษาแพทย์แผนปัจจุบัน
จะนวด ฝังเข็ม ยาจีน ก็ให้ทำได้หมดนะคะ

เพียงแต่ว่าภาพของแพทย์แผนจีน ในการมา service คนไข้จำนวนมากยังไม่ชัดเจน การที่จะมาเป็นทางเลือกในการรักษาเลยยังดูน้อยมากกว่า

#11 By TheDoctorWearsPrada on 2007-11-18 21:56

เสียใจด้วยนะครับ เป็นความจริงที่น่าเศร้าครับ ได้แต่คิดว่าเธอไปสบายแล้ว

อยากมีส่วนร่วมช่วยด้วย ผมคิดว่าอาการท้องอืด คลื่นไส้ อาเจียนส่วนนี้แพทย์แผนจีนพอมีทางช่วยบรรเทาได้นะครับ อย่างน้อยก่อนที่เธอจะไปก็สามารถทำให้เธอมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ แต่คงอีกนานกว่าแพทย์ปัจจุบันจะยอมรับแพทย์จีนและเชื้อเชิญให้มาช่วยกันรักษา
จริงๆไม่เห็นต้องแบ่งเขาแบ่งเราเลย เพราะเราต่างก็อยากให้คนไข้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
เกิด แก่ เจ็บ ตาย ..
ต้องทำใจว่าเป็นเรื่องธรรมดาคะ ..

แต่ทุกครั้งที่มีการสูญเสีย เราก็ได้เรียนรู้ ..
อย่างที่คุณบอก .. เราโตขึ้น ..
และเราก็ต้องเรียนรู้อีกเยอะเลยหล่ะคะ
คนเราพบกันเพื่อจากครับ นี่คือความจริงของโลกใบนี้

#8 By เจ้าชายน้อย on 2007-11-18 21:20

นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมไม่เคยคิดอยากเป็นหมอครับ
เพราะคิดว่า ถ้าตัวเองเป็นแล้ว รักษาทุกคนให้หายไม่ได้
คงรู้สึกเศร้าและหงุดหงิดตัวเอง เพราะเป็นคนที่ทำอะไรแล้ว
จะดื้อดึงทำให้สำเร็จให้ได้(สำเร็จในความหมายของหมอ คือทุกคนต้องหายดี)
ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในโลกของความเป็นจริง ความตายคือ
สิ่งที่ทุกคนต้องเผชิญจนได้ ถึงแม้หมอจะพยายามสุด
ความสามารถแล้วก็ตาม

ขอให้รู้สึกดีขึ้นเร็วๆนะครับ big smile

#7 By @ri on 2007-11-18 21:17

Hot! ชีวิตคนเราสั้นมากๆจนแทบจะไม่มีความสลักสำคัญอะไรเลยในช่วงเวลาอันยาวนานของเอกภพแห่งนี้ สิ่งเดียวที่ทำให้คนใกล้ชิดความอมตะได้มากที่สุดก็คือสิ่งยิ่งใหญ่ที่ทำทิ้งไว้ให้คนจดจำ ถึงตายก็ไม่มีใครลืมเรา

#6 By น้องละอ่อน on 2007-11-18 21:09

ตามสายอาชีพของเราๆ ก็คงเห็นการเกิด การแก่ การเจ็บ การตายซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่เว้นแต่ละวัน...

...น่าแปลกนะครับ ผ่านไปนานแค่ไหน ก็ยังไม่คุ้นเคยกับภาพแบบนี้ซักที ?

ผ่านมาถึงวันนี้ ผมยังจำทั้งชื่อ และหน้าของคนไข้คนแรกที่ได้รับ รวมไปถึงคนไข้คนแรกที่เสียไป...ในวันแรกที่ขึ้นชั้นคลินิก

ทำใจได้? ปลงสังขาร? ยอมรับตามหลักวิชาการ? เคยชิน? หรือกระทั่ง...เฉยๆ...

คิดไปคิดมา...หลายครั้งที่สงสัยตัวเองว่า อยู่ตรงไหนกันแน่ ในนิยามของคำว่า ความเป็นคน

แต่ผมเชื่อนะ ถ้าหมอยังมีน้ำตาที่จะเสียให้คนที่ล่วงลับแบบนี้..."ความรู้สึก"ตรงนั้น ก็เป็นหลักฐานที่ดีที่สุดแล้ว ว่าตัวเรายังคงความเป็นมนุษย์อยู่...และชีวิตของเค้าไม่ได้ไร้ความหมาย...

สู้ๆนะ

#5 By Zieghart on 2007-11-18 21:09

เสียใจด้วยนะคะ
แต่ด้วยวิชาชีพ คงจะเห็นอะไรแบบนี้บ้าง
.
.
ฝ้ายก็มีประสบการณ์แย่ ๆ เมื่อปีที่แล้วเหมือนกันค่ะ
คนที่รักสองคนเสียไปไล่เลี่ยกันด้วยโรคมะเร็งทั้งคู่
ได้แต่ยืนมอง พวกเค้าจากไป ทำอะไรไม่ได้
.
.
วันนี้ทำใจได้แล้วค่ะ ชีวิต
มันก็คือชีวิต ที่มีอายุขัย
ไม่สามารถฝืนบังคับได้

#4 By Fein on 2007-11-18 21:01

เมื่อชีวิตมาถึงระยะสุดท้าย.. ก้อต้องทำใจ..
แต่ใครเห็นก้อคงสลดใจไม่แพ้กัน

#3 By Nancy อารมณ์ดี on 2007-11-18 21:00

พยายามเข้านะคะ
หนไอจะคอยภาวนาให้เอง

#2 By Airin on 2007-11-18 20:55

ไม่ง่ายเลยเนอะ...กับชีวิต