ชีวิตหมอคนนึงจบสิ้น

posted on 08 Dec 2007 15:27 by thedoctorwearsprada in Talking
คดีตัวอย่างวงการแพทย์ไทย ศาลทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช พิพากษาจำคุกแพทย์หญิงร.พ.ร่อนพิบูลย์

เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. ศาลจังหวัดทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช มีคำพิพากษาในคดีที่พนักงานอัยการจังหวัดทุ่งสง

เป็นโจทก์ร่วมกับ น.ส.ศิริมาศ แก้วคงจันทร์ อายุ 24 ปี อยู่บ้านเลขที่ 54 หมู่ 5 ต.หินตก อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช ลูกสาวของ นางสมควร แก้วคงจันทร์ อายุ 49 ปี ผู้ตายโจทก์ร่วม ยื่นฟ้องในคดีอาญา น.พ.พีระ คงทอง ผอ.ร.พ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช เป็นจำเลยที่ 1 และพ.ญ.สุทธิพร ไกรมาก แพทย์ประจำ ร.พ.ร่อนพิบูลย์ เป็นจำเลยที่ 2 เนื่องจากผ่าตัดไส้ติ่งนางสมควร ด้วยการฉีดยาชาเข้าไขสันหลัง
โดยประมาทเลินเล่อ เพราะไม่เตรียมเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์ และยาแก้ไขภาวะแทรกซ้อน ทำให้ผู้ตายหยุดหายใจ สมองขาดเลือด และออกซิเจน จนกระทั่งเสียชีวิตในวันที่ 5 มิ.ย.2545


โดยศาลมีคำพิพากษาสรุปว่า เนื่องจากการที่จำเลยที่ 2 คือ พ.ญ.สุทธิพร ไกรมาก เป็นแพทย์ผู้ฉีดยาระงับความเจ็บปวดเข้าไขสันหลังของนางสมควร ผู้ตาย จำเป็นต้องใช้ความระมัดระวัง ทั้งวิสัยและพฤติการณ์เป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นผู้ประกอบวิชาชีพทางด้านการแพทย์ที่ได้เรียนมา จักต้องฉีดยาเข้าไขสันหลังในจำนวนปริมาณที่เหมาะสม ในระยะเวลาที่จำเลยที่ 1 น.พ.พีระ คงทอง ผ่าตัดไส้ติ่งให้สำเร็จ
คำพิพากษาระบุว่า จำเลยที่ 2 อาจใช้ความระมัดระวังอย่างเพียงพอ โดยพฤติการณ์และวิชาชีพ

แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 อาจกระทำได้ แต่จำเลยที่ 2 หาได้ใช้ความระมัดระวังอย่างเพียงพอไม่ จำเลยที่ 2 ฉีดยาชาเข้าทางไขสันหลังของนางสมควร โดยมิได้ควบคุมปริมาณของยา ให้เพียงพอกับการที่จะผ่าตัด จำเลยที่ 2 ฉีดยาระงับความเจ็บปวดในปริมาณที่ไม่เหมาะสม เป็นเหตุให้ยาชาออกฤทธิ์ลุกลามไปทั้งตัวของนางสมควร จนเกิดอาการช็อกหัวใจหยุดเต้นทันที ระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลวขาดอากาศหายใจ เป็นเหตุให้นางสมควรถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้นางสมควรถึงแก่ความตาย พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ตามคำฟ้องของโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดตามฟ้องดังได้วินิจฉัยมาแล้วก่อนหน้านี้ จึงยกฟ้องจำเลยที่ 1 และพิพากษาให้ จำเลยที่ 2 มีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 จำคุก 3 ปี




.
..อ่านข่าวนี้จบแล้วเรา...ร้องไห้

ถามว่าเรารู้จักอะไรเป็นการส่วนตัวกับพี่หมอคนนี้มั๊ย ตอบก็คือไม่เลยค่ะ แต่เราร้องไห้ให้กับผู้หญิงตัวเล็กๆคนนึงที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ ตั้งใจรักษาคนไข้ เสียสละชีวิตตนเองเพื่อการทำงานมากมาย แต่สุดท้ายนี่เป็นผลตอบแทน เป็นตัวอย่างของความผิดพลาดของระบบสาธารณสุขไทย เป็นเหยื่อของความต้องการของสังคมในการมองแพทย์ และความคาดหวังจากแพทย์

และยังมีหมออีกในโรงพยาบาลชุมชนอีก 700 แห่งทั่วประเทศที่กำลังเป็นกลุ่มเสี่ยง หมอจบใหม่ที่ต้องไปชดใช้ทุนที่ชุมชนทั่วประเทส ด้วยความตั้งใจอย่างเต็มเปี่ยมจะเป็นหมอที่ดี ช่วยเหลือคนไข้ในชุมชนที่ห่างไกลแพทย์และเครื่องมือทางการแพทย์

กี่พันชีวิตที่เราช่วยเหลือ ไม่มีความหมายเลย เมื่อมีครั้งหนึ่งที่เราผิดพลาด ..ชีวิตหมอคนนึงจบสิ้น

เราคิดถึงแม่ของเรา ถ้าเราเป็นหมอคนนั้น แม่เราจะรู้สึกยังไงนะ ส่งลูกมาเรียนหมอด้วยความภาคภูมิใจ ทนเห็นลูกสาวที่ตัวเองทะนุถนอมเลี้ยงดูอย่างดี เรียนหนักอยู่เวรหามรุ่งหามค่ำอดหลับอดนอน เมื่อจบแล้วก็ยังต้องไปอยู่ต่างจังหวัดที่ห่างไกลอีกอย่างน้อยสามปี ไม่มีโอกาสได้อยู่กับครอบครัวให้ชื่นใจด้วยซ้ำ

น้องๆที่กำลังอยากมาเรียนหมอ เราว่าคิดใหม่ดีกว่ามั๊ย ตอนนี้ประเทศของเรายังต้องต่อสู้กับระบบสาธารณสุข และความคาดหวังของประชาชนต่อแพทย์ที่เปลี่ยนไป

เมื่อก่อนนี้ หมอในชุมชนลุยสู้รักษาคนไข้ได้เต็มที่ เครื่องมืออุปกรณ์อะไรไม่ค่อยมีพร้อมก็ช่วยเหลือกันไป รอดบ้างตายบ้าง แต่รับรองว่ารอดมากกว่าหมอไม่ทำอะไรเลยแน่นอน อยากยกตัวอย่างให้เข้าใจกัน แต่ว่ามันยากเหมือนกันนะกับการทำให้คนทั่วไปที่ไม่มีประสบการณ์ไม่มีความเข้าใจด้านการแพทย์เห็นถาพสถานะการณ์ที่เกิดขึ้น อย่างเรื่องหมอเจ็บ ถ้าจะเคยดูกันนะคะ..ตอนที่หลวงตา มีภาวะฉุกเฉินทางช่องท้อง และตัวเอกของเรื่องตัดสินใจเปิดท้อง ทั้งที่ตอนเองไม่เคยทำมาก่อน โดยเปิดตำราจากที่เรียนมาและประสบการณ์ในการช่วยผ่าตัดตอนเรียน.. อยากบอกว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ เป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่หมอคนนึงเรียนจบมาจะเคยทำ เคยรักษา เคยผ่าตัดทุกอย่าง แต่เรามี basic knowlegde และนำไปปรับใช้กับเคสที่เจอ ... ทุกคนย่อมพยายามรักษาชีวิตคนไข้ของตัวเอง เรียนมารักษาคน ไม่มีใครจะตั้งใจฆ่าคนอยู่แล้ว แต่คนเรามันผิดพลาดกันได้ ต่อให้เป็นผู้เชี่ยวชาญ อะไรๆในโลกนี้มันก็ไม่มี 100 % หรอกค่ะ หัตถการทางการแพทย์ย่อมมีภาวะแทรกซ้อนกันได้ 1ในร้อย 1ในพันก็แล้วแต่ แต่รับรองได้ว่าไม่มีหมอคนไหนบนโลกนี้ไม่เคยรักษาผิดพลาด ยกเว้นคนที่ไม่เคยรักษาคนเลย

แต่ต่อไปนี้ทุกอย่างมันอาจเปลี่ยนไปแล้วค่ะ แพทยสภา(ที่อ่อนแอ และเป็นตัวแทนของแพทย์ได้อย่างน่าเศร้า)ก็ได้ออกแถลงการณ์มาพูดอย่างอ้อมค้อม..

แพทยสภารู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่งและเป็นอุทาหรณ์ที่ทำให้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต่อไปนี้ในกรณีที่จะมีการผ่าตัดใดๆก็ตามที่จะต้องมีการที่จะต้องมีการดมยาสลบหรือยาระงับความรู้สึกโดยการฉีดเข้าทางช่องไขสันหลังควรจะต้องกระทำในโรงพยาบาลที่มีวิสัญญีแพทย์เท่านั้น มิฉะนั้นแพทย์จะมีความเสี่ยงมากเพราะมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

แปลได้ง่ายๆว่า ต่อไปนี้ไม่มีหมอโรงพยาบาลชุมชนที่ไหนจะเปิดห้องผ่าตัดอีกต่อไป เพราะโรงพยาบาลชุมชน700 กว่าแห่งทั่วประเทศแทบทั้งหมดไม่มีวิสัญญีแพทย์

แปลว่า ถ้าเรื่องหมอเจ็บมาฉายอีกตัวเอกต้องส่งต้องหลวงตาไปที่อื่นที่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งแน่นอนว่าคงไม่ทันท่วงที

แปลว่าต่อไปนี้คนไข้ไส้ติ่งแตกมาเราก็จะส่งตัวไปผ่ากันที่โรงพยาบาลศูนย์ ถึงแม้มันจะไกลเท่าไหร่ก็ตาม

อย่างที่พี่คนนึงพูดว่า หมอต้องยืนอยู่บนโลกแห่งความเป็นจริง เพื่อตัวเอง เพื่อครอบครัว แม้ว่าคนไข้จะเสียโอกาสก็ตาม 

 

เราจะยกตัวอย่างที่ชีวิตคนเมืองอาจไม่เคยเข้าใจ

หมอ : ลุง โรคของลุงต้องผ่าตัดนะจ้ะ แต่ที่นี่ผ่าตัดไม่ได้ ลุงต้องไปผ่าตัดในตัวจังหวัด เดี๋ยวหมอจะเขียนใบส่งตัวไปให้ (ระยะทาง 30 km)

ลุง : ลุงไม่ไปหรอกหมอ ค่ารถ 50 บาทแน่ะ ลุงเก็บผักเก็บหญ้ากินอยู่บ้านกะเมียไม่มีเงินไปหรอก

หมอ : งั้นเดี๋ยวหมอให้ลุงไปกับรถพยาบาล

ลุง : ไม่เป็นไรหรอกหมอ เมียลุงมันเป็นเบาห