chit-chat

ชั้นไม่ได้ท้อง!

posted on 15 Oct 2007 14:00 by thedoctorwearsprada  in chit-chat

ช่วงนี้กำลัง rotate สูติ-นรี ก็เลยจะมีเรื่องเล่าเบื้องล่างเยอะหน่อย อิอิ

กลางดึกคืนหนึ่ง หญิงสาวอายุ 20 ปี มาปรากฎ ณ ห้องฉุกเฉิน ด้วยอาการปวดท้อง หมอประจำห้องฉุกเฉินคืนนั้นก็ซักประวัติคร่าวๆ เธอบอกว่าปวดท้องช่วงล่าง คล้ายๆปวดอุจจาระปวดมากมาคืนนี้เองเลยต้องรีบมาห้องฉุกเฉินกลางดึก พร้อมสีหน้าทุรนทุราย กระส่ายกระสับสุดๆ

หมอเห็นอาการเธอแล้วก็ค่อนข้างsevere ก่อนอื่นถ้าเป็นอย่างนี้เราก็ต้อง exclude surgical condition คือแยกให้ได้ว่ามีพยาธิสภาพในช่องท้องที่ต้องการการผ่าตัดรักษารึเปล่า ถ้ามีก็จะได้รีบ consult หมอศัลยกรรมมาดู ก็เลยให้เธอนอนรอบนเตียง

ยังไม่ทันจะได้ทำอะไร....

เสียงพี่พยาบาลดังด้วยความตกใจ... หมอๆ หัวเด็ก
หันไปดูอีกที หัวเด็กผลุบโผล่มาคาอยู่ที่หว่างขาของคุณเธอนั่นเอง

OMG! สรุปแล้วแทนที่จะ consult ศัลยกรรมก็กลายเป็นสูติกรรมแทน
และแล้วก็เด็กน้อยก็เลยได้ทำคลอดกันที่ห้องฉุกเฉินนั่นแหละ ออกมาเป็นทารกครบกำหนด ตัวโตสมวัย ปลอดภัยทุกประการ ซึ่งปกติถ้าเคสคลอดเค้าก็จะไปส่งที่ห้องคลอดเลย ไม่ได้มาโผล่ที่ ER (Emergency room) กันอย่างนี้

หลังจากคลอดเด็กออกมาแล้ว คุณแม่เจ้ากรรมก็โวยวายใหญ่ ไม่จริง ชั้นไม่ได้ท้อง จะท้องได้ยังไง ชั้นไม่เห็นมันดิ้นซักแอะ

โอ๊ย หมอๆอย่างเราอยากจะเอามือกุมขมับ คนสมัยนี้มันยังไงกันนะ อายุอานามก็ 20 เข้าไปแล้ว เด็กกว่าชั้นแค่2-3 ปีเอง ท้องมา 9 เดือนจะไม่รู้ตัวเลยจริงๆหรือไง ลูกผู้หญิงคนนึงประจำเดือนไม่มา 9 เดือน ท้องก็ใหญ่ขึ้น แล้วใครเคยท้องคงจะรู้ดี เวลาเด็กตัวโตมันดิ้นน่ะ แรงเบาซะที่ไหนกัน ขนาดเอามือวางบนหน้าท้องยังรู้เล้ย ก็ไม่รู้ชีมีเหตุผลอะไร ดีนะที่ไม่ taxi birth ซะก่อน เด็กไหลออกมาบนรถชีจะรู้ตัวมั๊ยเนี่ย

เฮ้อ เวงกรรม แล้วต่อไปใครจะเลี้ยงก็ไม่รู้เนอะ เด็กน้อย น่าสงสารจัง

 

 

ตัวละครและคำศัพท์ในBLOG*

posted on 16 Oct 2007 16:09 by thedoctorwearsprada  in chit-chat

คิดอยากจะเล่านู่น เล่านี่ แต่มันติดๆขัดๆเวลาจะเล่าอะไร
กลัวคนที่ไม่อยู่ในวงการ จะอ่านไม่เข้าใจกัน
ต้องมานั่งแปลไทยเป็นไทยให้ยุ่งยาก เสียอรรถรส


วันนี้ก็เลยลงทุน..ขออัพหนึ่งentry เพื่ออธิบายเบสิค
ตัวละครและคำศัพท์ที่เราใช้ติดปากกันก่อน
(นี่..ดูเค้าทำซะเป็นการเป็นงาน)

 

 

 

  * ตัวละคร               

ปี 4 / ปี 5 : อย่างที่คงพอรู้กันบ้าง เรียนหมอจะเรียนกันทั้งหมด 6 ปี โดย 3 ปีแรก คือ ปี 1 2 3 จะเป็นชั้น Preclinic ซึ่งจะเรียนวิชาการความรู้ในตำราซะส่วนใหญ่ ไม่ค่อยมีขึ้นปฏิบัติงาน ยังไม่เจอกับคนไข้จริงๆเท่าไหร่ ส่วนปี 4 และ ปี 5 เป็นการเรียนชั้นClinic นี่ล่ะ ถึงจะมาปรากฎตัวในเรื่องราวของเราบ่อยๆ ปี 4 ปี 5 ในคณะของเราก็จะเป็นเด็กเสื้อกาวน์ยาว เดินว่อนไปว่อนมา เป็นช่วงระยะเพิ่งขึ้นสัมผัสชีวิตจริงก็จะโก๊ะนิดก๊งหน่อยไปตามเรื่องตามราว

Extern : คือนิสิตแพทย์เวชปฏิบัติปี 6 เป็นปีสุดท้ายของการเรียน ที่เน้นการปฏิบัติงานจริงทำงานเหมือนหมอจริงๆทุกประการ(ในทางทฤษฎี เพราะบางทีก็เหมือนหมอบ้าง พยาบาลบ้าง  lab boy บ้าง คนงานบ้างในทางปฏิบัติ)  คงเหมือนคณะอื่นๆที่ปี 4 จะไปฝึกงานกันนั่นแหละ แต่นี่เราทำงานจริงกัน 1 ปีเต็มเลย และนี่ล่ะก็คือสถานะของตัวเราในตอนนี้ ^^

Intern หรือแพทย์ใช้ทุน : ก็คือคนที่เรียนจบแพทย์ 6 ปี แล้วไปปฎิบัติงานชดใช้ทุนตามโรงพยาบาลต่างๆทั่วประเทศ โดยทั่วไปจะใช้ทุนกัน 3 ปี ยกเว้นต้องการเรียนต่อในสาขาขาดแคลนที่กำหนดให้ใช้ทุนน้อยกว่า3 ปีได้ค่ะ

Resident หรือพี่เดนท์ : คือคนที่เรียนหมอจบครบ 6 ปี แล้ว ไปใช้ทุน3ปีมาแล้วหรืออาจได้มาเรียนต่อเลยในบางสาขา มาเรียนต่อ(Specialty)เพื่อเป็นแพทย์เฉพาะทาง อย่างเช่น อายุรแพทย์ ,กุมารแพทย์, สูตินรีแพทย์ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเรียนกันอีกสามปี นี่ก็เป็นหนึ่งกลุ่มตัวละครหลักของเรา เพราะจะเป็นคนที่เราทำงานด้วยมากที่สุด ในทีมการเรียนการสอนจริงๆเราจะได้เจออาจารย์น้อยมาก การทำงานส่วนใหญ่ก็จะทำร่วมกับพี่เดนท์นี่ล่ะที่เป็นหัวหน้าทีม และกุมชะตาชีวิตของเรา หึหึ

Fellow : ก็คือคนที่เรียนจบresident แล้วต่อ subspecialty เพื่อเพิ่มความเฉพาะทางเข้าไปอีก เช่น อายุรแพทย์โรคหัวใจ อายุรแพทย์โรคกระดูกและข้อ แพทย์ศัลยประสาทหรือศัลย์แพทย์ระบบประสาท ..บลา บลา เริ่มมึนยังคะ

Staff : ก็คืออาจารย์ทั้งหลายนั่นเอง

พยาบาล : ก็คุณพยาบาลที่รู้จักกันนั่นแหละ ตอนที่เรายังเด็กกว่านี้ไม่รู้ไปเอามาจากไหนว่าเค้ามีศัพท์เรียกพยาบาลอย่างน็น อย่างนี้ เช่น จุ๋ม แต่ในชีวิตจริงก็ไม่เคยเห็นใครเรียกพยาบาลว่าจุ๋มซักที พยาบาลก็เป็นอีกกลุ่มนึงที่เราต้องร่วมงานด้วย และพยาบาลในโรงเรียนแพทย์ก็มักจะมีชื่อเสียงเรื่องความดุและฝีปากอยู่แล้ว ซึ่งก็ขึ่นกับเราด้วยว่าจะวางตัวยังไง ซึ่งเดี๋ยวคงได้เห็นกันต่อไป ถ้าติดตามเรื่องราวของเราต่อนะ :P

 

  * คำศัพท์              

 Ward หรือวอร์ด(- -") : ก็คือหอผู้ป่วยหรือตึกที่คนไข้นอนกันอยู่นั่นแหละ เป็นซีนส่วนใหญ่ของเรื่องราว เพราะเป็นสถานที่ทำงานของเรา

Round หรือราวน์ (- -") : ก็คือการเดิมตามตึกต่างๆเพื่อตรวจรักษาดูแลผู้ป่วย ซึ่งก็เป็นหน้าที่ประจำวันส่วนใหญ่จะมีวันละ 2 รอบคือราวน์เช้า ราวน์เย็น

เวร : ส่วนใหญ่เวรของเราจะเป็นแบบทั้งวันทั้งคืน คือสมมติวันนี้วันจันทร์เราอยู่เวรก็แปลว่าเราทำงานในเวลาตามปกติหลังจากนั้นก็นับเป็นเวลาอยู่เวรต่อ อยู่ทั้งคืนจนถึงเช้าอีกวันก็หมดเวร แต่เริ่มทำงานวันอังคารต่อเลย
เนี่ยล่ะ แปลว่าถ้าวันไหนอยู่เวรและบังเอิญดวงไม่ค่อยดีไม่ได้นอน หรือนอนแค่นิดหน่อย เราก็จะได้ทำงานกันเกิน 30 ชั่วโมงแน่นอน แล้วก็จะมีเวรอีกแบบคือเป็นกะ ซึ่งเวรแบบนี้พบได้น้อยมาก พบที่ห้องคลอด และ ER เท่านั้น จะแบ่งวันนึงเป็นสามกะ เช้า บ่าย ดึก กะละ 8 ชั่วโมง

med : อันนี้ย่อมาจาก medicine หรืออายุรศาสตร์ อย่างอายุรแพทย์ก็จะถูกเรียกว่าหมอmed ซึ่งเป็นสาขาที่คนทั่วไปจะได้เจอมากที่สุด ภาษาชาวบ้านก็คือหมอที่รักษาโรคด้วยยา ตั้งแต่หวัด ไข้ ปวดหัว ท้องเสีย โรคหัวใจ ไต ตับ ปอด แทบจะทุกอย่างรวมอยู่ใน medicine

ER : emergency room หรือห้องฉุกเฉินค่ะ

OR : Operative room ห้องผ่าตัด

คงมีอีกเยอะ แต่คิดว่าไว้ค่อยๆทยอยอ่านจะดีกว่า เอาแค่เบสิคให้เข้าใจกันคร่าวๆก่อนแล้วกันนะคะ

 ** ( - - "') คือแบบว่า ไม่รู้จะแปลเสียงอ่านให้ฟังทำไม แต่เราอยากแปลเพื่อการอ้างอิงในอนาคตเวลาที่เราเขียนทับศัพท์เป็นภาษาไทย อย่าง med นี่เราอยากจะแปลให้ว่า เหม็ด ด้วยซ้ำ เพราะถ้าอ่านผิดกันว่า เม็ด ละก็ ขำแย่

 

 

เรื่องงวุ่นๆของคนจะคลอดลูก*

posted on 18 Oct 2007 15:16 by thedoctorwearsprada  in chit-chat

หลังจากอยู่เวรห้องคลอดมาเกือบสองอาทิตย์ จากเวรเช้าสู่เวรดึก พร้อมกับหน้าตาที่ทรุดโทรมลงอย่างเห็นได้ชัดของเรา  #_#

เห็นคุณแม่หลายๆแบบแล้วตลกดีพร้อมกับได้สัจธรรมชีวิตมาหลายอย่างเลย

อย่างเมื่อคืนนี้ มีอยู่เคสนึง เจ็บท้องจะคลอดมา ตรวจแล้วก็มีการหดรัดตัวของมดลูกจริง ตรวจภายในปากมดลูกเปิดแล้ว 2 cm ก็คิดว่าจะคลอดจริง ให้ admit เข้าห้องคลอด

[   การเจ็บท้องคลอดที่จะบอกว่าเป็นการเจ็บครรภ์จริง ตามตำราเค้าบอกว่าต้องประกอบด้วย2 อย่างนะคะ คือมีการเจ็บครรภ์ และมีการเปิดตัวของปากมดลูก อย่างเช่น ถ้าคุณแม่เจ็บท้อง แต่ตรวจไม่พบการเปิดตัวของปากมดลูกเลย ก็อาจจะเป็น false labor pain หรือที่เรียกว่า เจ็บครรภ์ลวงได้นะคะ ]

คุณแม่รายนี้เป็นท้องแรก ก็จะใช้เวลานานกว่าท้องหลังเล็กน้อย และปากมดลูกยังเปิดน้อยก็ให้นอนพักที่ห้องรอคลอดก่อน เราไปรับเวรตอนเที่ยงคืน จากนั้นเราก็มีหน้าที่คอยประเมินการหดรัดตัวของมดลูก ถ้าเกิดมดลูกหดตัวดี ปากมดลูกเปิดดีแล้วก็ถึงจะย้ายไปห้องคลอดจริงๆ ซึ่งโดยปกติเราก็จะตรวจทุกชม.

อูย อูย ซีดสสส... ไม่นานคุณแม่ก็เริ่มโอดโอย เราไปตรวจ อืม มดลูกก็ยังหดตัวไม่ดีนี่นะ เราก็ใช้วิธีอธิบายให้ฟัง ปลอบประโลม และสอนเทคนิคการหายใจ

ผ่านไปครึ่งชม. แล้ว เสียง ซีดสส ซาสสส ยังดังตลอดเวลา ตอนนั้นมีคนไข้อื่นหลับๆกันอยู่ประมาณ 5-6 เตียง เราก็เอ๊ะ ปากมดลูกเพิ่งเปิดนิดเดียวเอง คือว่าจากประสบการณ์น่ะมันจะไม่เจ็บขนาดนี้ไง ( ประสบการณ์การดูคนไข้นะ เพราะว่าคุณหมอน่ะก็เคยคลอดซะที่ไหนล่ะ อิอิ) ก็ไปตรวจอีก อืม มันก็เท่าๆเดิมน่ะ อืมก็ปลอบกันไปอีกหนึ่งรอบ เจ็บท้องคลอดลูกก็เป็นอย่างนี้แหละค่ะ(อย่างกับว่าชั้นผ่านมาแล้ว) เป็นกันทุกคน คุณแม่ต้องอดทนนะคะเพื่อลูกของเรา

เป็นอย่างนี้อยู่หลายรอบ เราพูดจนตัวเองง่วงแล้วดูคุณแม่จะไม่ได้ลดความซีดสสส ซาดสสเลย ระหว่างช่วงที่เราตรวจคนไข้อื่นอยู่เราก็เห็นคุณพยาบาลมาช่วยคุยกับคนไข้หลายรอบนะ อธิบายให้ฟังถึงกลไลการคลอด การเจ็บครรภ์

คุณหมอ ทำยังไงให้ไม่ปวดได้ม๊าย .. อืม คนจะคลอดลูก จะไม่ปวดได้ไงเนอะ อืม ไม่ใช่ๆ คือว่าการปวดเกิดจากการหดรัดตัวของมดลูกซึ่งเป็นกลไลธรรมชาติในการคลอดนะคะ ถ้าไม่ให้ปวดเลยก็คือการที่มดลูกไม่หดรัดตัวก็จะไม่มีการคลอดนะคะ ยาบรรเทาปวดจะมีช่วยได้บ้างแต่ต้องให้ในระยะที่เหมาะสม ไม่งั้นจะทำให้การคลอดดำเนินไปช้ากว่าที่ควร ซึ่งตอนนี้ยังไม่ถึงเวลานะคะ

จากนั้นแป๊บๆก็จะมี complaint ตลอด

ซีสสส โอย หมอๆมียาเร่งคลอดม๊าย... ไม่อยากจะบอกว่าถ้าได้ยาเร่งคลอด มดลูกจะยิ่งหดรัดตัวแรงและถี่ขึ้น ซึ่งหมายถึง ปวดขึ้นนั่นเอง แต่ยังไงตอนนี้ยังให้ไม่ได้อยู่ดี ปากมดลูกเปิดน้อยเกินไป

หมอๆ ทำไมหนูปวดอยู่คนเดียว คนอื่นเค้าไม่เห็นเป็นอย่างนี้เลย... อันนี้ไม่จริงเท่าไหร่นะ เพราะคนไข้ที่นอนเงียบๆอยู่ก็ปวดทุกเตียงแหละ แต่ระดับความอดทนของคนเรามันต่างกัน เหมือนบางคนเจ็บเท่านีก็อดทนได้ แต่บางคนก็โวยสุดๆ อย่างเช่นรายนี้นี่แหละ

หมออออ แม่หนูอ่ะบอกหนูไว้ว่า หนูอ่ะเป็นคนทนอะไรไม่ค่อยได้ เจ็บนิดหน่อยหนูก็ไม่ไหวแล้ว... อืม จริงค่ะ แล้วเราจะช่วยอะไรได้

หมออ อูยย ผ่าเลยได้ม๊ายย .. ไม่รู้ซะแล้วไม่มีวิธีไหนดีเท่ากลไกธรรมชาติหรอกค่า และที่สำคัญเราจะผ่าเมื่อมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์เท่านั้น ซึ่งกรณีปวดมากนี่ไม่นับ

คุณพี่พยาบาลรู้แนวจริงๆ เห็นท่าไม่ดีก็หนีไปเลยปล่อยเราพล่ามอยู่คนเดียวทั้งคืน หลังจากคุณแม่ฟังเราปลอบประโลมเป็นรอบที่ 20 จนเบื่อ ก็หันไปคุยกับลูกตัวเอง ...โอย จะคลอดก็คลอดเหอะ ซีสสส ลูกเอ๊ย ออกมาได้แล้ว ... โอยเมื่อไหร่จะคลอดซะทีเนี่ย

เราฟังๆไปก็ขำดีค่ะ เหนื่อยปนขำ ตีสามกว่าๆเราก็ตรวจภายในอีกครั้ง ปากมดลูกก็เปิด2 cm เท่าเดิมแหละ ซึ่งก็สมควรจะเป็นอย่างนั้นเพราะมดลูกก็ยังไม่หดรัดตัวดีเท่าไหร่ แต่ถ้าดูอาการของแม่อาจนึกว่าใกล้คลอดได้

โอย..ไม่ไหวแล้ววว เอาคนเดียวเนี่ยแหละ ไม่เอาแล้ว ... เราก็เลยบอกว่า งั้นทำหมันเลยนะคะ หึหึ แกล้งพูดไปอย่างนั้นแหละ เพราะรู้อยู่แล้ว จริงดังคาด คุณแม่ก็อ้อมแอ้ม ไม่ตอบพูดเรื่องอื่นต่อไป เป็นอย่างนี้ทุกคน เวลาจะคลอด จะบอกว่า ไม่เอาแล้ววว ไม่เอาแล้ววว ไม่มีอีกแล้ว คอยดูเหอะอีกปีสองปีเจอกันที่ห้องคลอดอีกครั้ง พร้อมกับเสียงกรีดร้อง พอแล้ววว ไม่เอาอีกเด็ดขาด หึหึ คนเราเนอะ

จากนั้นคุณแม่ก็สรรหาวิธีแก้ปวดให้ตัวเองต่างๆนานา ลุกไปลุกมาจนเราหวาดเสียว พร้อมกับทำท่าแปลกประหลาดมากมาย บ้างก็นั่งเกาะขาเตียง ใครมาเห็นจะว่ายังไงเนี่ย แต่ทั้งเราและพยาบาลก็ไม่รู้จะทำไงพูดกันจนน้ำลายแห้งหมดแล้ว สุดท้ายเราลงเวรตอน8โมงเช้า ตรวจซ้ำปากมดลูกก็เพิ่งเปิดแค่ 3 cm เท่านั้นเอง กว่าจะคลอดก็คงอีกนาน ไม่รู้คุณแม่หรือหมอกับพยาบาลจะหมดแรงก่อนกัน

[  การคลอดจะเกิดหลังจากปากมดลูกเปิดครบ 10 cm นะคะ ลืมบอกไป]

 

เนื้อหาในบล็อคนี้ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อนำเสนอความรู้ทางการแพทย์ 
การอธิบายความรู้ต่างๆเพียงเพื่อให้บุคคลทั่วไปเข้าใจเนื้อหาได้ง่ายเท่านั้น
เพราะฉะนั้นกรุณาอย่านำไปอ้างอิง และผู้มีความรู้มากกว่านี้ก็กรุณาเข้าใจด้วยนะคะ