chit-chat

แหม.. คุณป้าล่ะก็

posted on 19 Aug 2008 17:01 by thedoctorwearsprada in chit-chat

อยากจะเขียนเรื่องที่มันไม่เครียด แต่ท่าทางเดี๋ยวนี้งานจะเครียดมาก
อย่าว่าแต่เรื่องขำๆเลย เรื่องเรียกรอยยิ้มยังคิดไม่ค่อยจะออก

เรื่องมันมีอยู่ว่าเมื่อเดือนที่แล้ว เราทำงานในแผนกสูติ-นรีของโรงพยาบาลจังหวัด
ได้เจอกับคนไข้คุณป้าคนนึง แกป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูก
มักมาตรวจด้วยอาการมีเลือดออกจากช่องคลอดอยู่บ่อยๆ
คือว่า เคสแกอยู่ระหว่างขั้นตอนเตรียมการรักษา ตรวจเพิ่มเติม ก่อนส่งไปฉายรังสีที่ศูนย์มะเร็ง

ฟังคำว่า.. มะเร็ง หลายคนอาจคิดว่าคุณป้าจะท่าทางน่าสงสาร หน้าตาซีดเซียว
คุณป้านั้นลัลล้ากว่าที่ทุกคนจะคิดได้มากทีเดียว แกพูดเก่งมาก
และทุกครั้งที่มาหาหมอก็ดีใจยิ้มแย้มซะจนเราคิดว่านี่แกมาพบญาติหรือว่ายังไงกันนะ


เราเจอแกครั้งแรกนั้น แกถูกส่งตัวมาจาก ร.พ.ชุมชน เพราะว่าเลือดออกบ่อยจนซีดและทางชุมชนไม่มีเลือด
เลยขอส่งตัวมา หรือความจริงไม่รู้ว่ารับมือคุณป้าไม่ไหวส่งมาให้จังหวัดกันแน่ :P 55..ความลับของราชการ
คุณป้าเจอเราก็ยิ้มแย้ม ดูท่าทางแกคุ้นเคยกับโรงพยาบาลเป็นอย่างดี
เวลาไปตรวจก็มักชวนเราคุยซะนาน ทั้งที่เวลาตรวจคนไข้ตอนเช้านั้น เราจะต้องรีบมาก เพราะมีคนไข้รอเยอะ
แถมยังมาหยอดว่า "ป้านี่เจอแต่หมอสวยๆ หมอที่รักษาป้าที่ร.พ.เก่าก็สวยอย่างหมอเนี่ยล่ะ"
แหม.. คุณป้าล่ะก็

แม้กระทั่งพยาบาลแกก็ยังไม่วาย
ตอนที่พยาบาลไปซักประวัติ พอถามถึงประวัติการศึกษาว่าป้าจบชั้นไหน
แทนที่จะตอบมาตามตรง แต่กับป้า มันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอก
"ปอหนึ่งอ่ะนะ ป้าก็สอบไม่ผ่าน , ปอสองป้าก็ซ่ำชั้น แล้วปอซี่ป้าก็สอบตกอีก
ครูก็เลยบอกว่า สรุปแล้วป้าไม่ได้เรียน"

มึน มึน..แต่ก็ขำ


พอถามว่ามีลูกกี่คน แกก็ยังไม่วายอ้อมค้อม
"พี่สาวป้าเค้ามีลูก 7 คน พี่สาวคนรองอ่ะก็มีอีก 3 คน น้องสาวป้ามี 4คน"
ฟังจนจบสรุปแล้วยังต้องถามว่าป้านั้นมีเท่าไหร่

หลายครั้งที่เราอนุญาติให้ป้ากลับบ้านเมื่อเลือดหยุดดีขึ้นแล้ว
ป้ามักขอนอนต่อเสมอไม่รู้ติดใจอะไรนักหนา
อ้างว่าไม่มีคนมารับกลับบ้าง
อ้างว่าอีกวันสองวันจะถึงวันนัดตรวจนู่นตรวจนี่ขอนอนจนถึงวันนัดจะได้ไม่ต้องเดินทางบ้าง
จนถึงวันที่แกต้องกลับบ้าน ไม่มีข้ออ้างอะไรอีก
ดั๊น..เป็นวันที่เลือดออกอีกพอดี
เจอป้าแต่เช้า นั่งยิ้มแฉ่ง
"แหมป้าว่าจะกลับแล้วนะ แต่เมื่อเช้าเข้าห้องน้ำ เลือดมันออกอีกละ"
ตกลง นี่ป้าดีใจเหรอเนี่ย

สุดท้ายเราก็ส่งคุณป้ากลับบ้านได้ พร้อมกับใบส่งตัวเพื่อรักษาต่ออย่างเสร็จสรรพ

และก็ถึงเดือนนี้ที่เราออกทำงานที่โรงพยาบาลชุมชน
เราน่ะลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าบ้านป้าแกอยู่อำเภอนี้
แล้วอย่างกับป้ารู้ ในวันที่เราอยู่เวรห้องฉุกเฉินพอดี
เราก็เจอแกอย่างกับพรหมลิขิต

"คุณหมอ ป้าเลือดออกคร่า"
(ยิ้มแฉ่งงง)

เฮ้อ สวัสดีจ้ะคุณป้า

ขอเถอะค่า..ใบรับรองแพทย์*

posted on 06 Jun 2008 11:10 by thedoctorwearsprada in chit-chat

เชื่อว่าหลายต่อหลายคนคงจะมีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับใบรับรองแพทย์มาบ้าง ไม่ว่าจะใช้ลาหยุดเรียน หยุดงาน สมัครเข้าทำงาน เบิกประกัน อื่นๆ จิปาถะ

 

ส่วนเรานั้นเกี่ยวข้องกับใบรับรองแพทย์โดยตรงในฐานะเป็นคนเขียน ไอ้ที่ธรรมดาก็เขียนตามความจริงน่ะไม่เท่าไหร่ แต่ไอ้ที่ไม่ธรรมดาดูเหมือนว่าจะเยอะขึ้นทุกวัน

.......

เด็กสาววัยรุ่นหน้าตาดี แต่งตัวอารมณ์เด็กสยามเดินเข้ามาในห้องฉุกเฉินเวลา 3 ทุ่ม

โดยเธอบอกว่ามีอาการปวดศีรษะมาก คลื่นไส้ มีโรคประจำตัวเป็นไมเกรน กลิ่นน้ำหอมหอมฟุ้งชนจมูกหมอ หมอตรวจดูอาการไม่เป็นมาก รักษาให้ยาแก้ปวด

 " เอ่อ คุณหมอ หนูขอใบรับรองแพทย์ด้วยค่ะ" 

หมอจะเขียนให้ว่าได้รับการตรวจรักษาจริง " เอ่อ คุณหมอ ขอหยุดเรียนพรุ่งนี้นะคะ หนูไปไม่ไหว ปวดทุกทีก็ต้องนอนพักถึงหาย"

 หมอมองหน้าพยาบาลกำลังส่งสายตาไปทางกลุ่มเพื่อนสาวของเธอ 4-5 คนที่รออยู่ด้านนอก แต่งตัวพริ้งเพริศกันทุกนาง

 ....นี่คือ หนึ่งตัวอย่างของคนที่ใช้หมอเป็นเครื่องมือ ปวดหัวนอนพักคืนนี้อาจไปเรียนได้ แต่ถ้าคืนนี้แดนซ์กระจายบวกฤทธิ์แอลกอฮอล์ กว่าจะกลับบ้านนอน ตื่นมาคงแฮงค์ไปไม่ไหวจริงๆ

...................

คนไข้คนนึงมาตรวจที่คลินิกนอกเวลาเวลาสองทุ่ม วินิจฉัยว่าเป็นหวัด หมอกำลังจะสั่งยาเหลือบไปเห็นในประวัติ 

"เอ้า เมือ่เช้าก็มาตรวจแล้วทีนึงนี่คะ ทำไมตอนเย็นมาอีก อาการก็ไม่ได้เป็นมากขึ้นนี่คะ"

 "อ๋อ หนูตรวจแล้วหมอเมื่อเช้าไม่ยอมเขียนใบรับรองให้หนูหยุดงานค่ะ เขียนแต่ว่ามาตรวจจริง หนูเลยมาใหม่"

" อืมค่ะ ปกติเป็นหวัดหมอก็มีความเห็นว่าไม่ถึงกับต้องหยุดพักรักษาตัวนะคะ มีเพียงน้ำมูกนิดหน่อยเท่านั้นเอง"

 "แต่หนูต้องหยุดงานมาตรวจน่ะค่ะ"

ถามได้ความว่าเธอทำงานกะบ่าย เข้างานบ่ายโมง เวลาที่เธอมาตรวจช่วงเช้าคือ 11 โมงกว่า "อ้าวแล้วทำไมไม่มาตรวจตั้งแต่เช้าคะ จะได้ไม่ต้องขาดงาน คลินิกเริ่มตรวจตั้งแต่แปดโมงแล้ว ที่นี่โรงพยาบาลรัฐ คนไข้ค่อนข้างมากอยู่แล้ว ต้องใช้เวลารอ ถ้ามาแล้วเสร็จเลยคงต้องไปคลินิก "

คนไข้ยิ้มแหะๆ  สุดท้ายหมอก็เขียนให้เธอ จะได้ไม่ต้องมาตรวจแล้วตรวจอีกให้เสียเวลาเสียทรัพยากร โดยได้แต่หวังว่าคราวหน้าเธอจะไม่ทำอีก

 

 

หรืออย่างที่เคยได้ยินข่าวว่า คนไข้บอกว่าท้องเสียเพราะรับประทานสเต็คที่มีหนอน พอแพทย์เขียนใบรับรองแพทย์ให้ตามคำพูดของคนไข้ ว่ารับประทานสเต็คที่มีหนอน และมีอาการท้องเสีย ก็เอาไปฟ้องร้องแฟรนไชส์ร้านอาหารชื่อดังเป็นล้านๆ อ้างจากใบรับรองแพทย์ ทั้งที่จริงใครจะไปรู้ท้องเสียจากอย่างอื่นก็ได้เยอะแยะ หมอก็ไม่ได้ไปรู้ไปเห็นด้วยซะหน่อย

 

 

คนไข้บอกหมอว่าถูกชกต่อย มีบาดแผลฟกช้ำตามร่างกาย หมอเขียนใบรับรองแพทย์ให้ว่า "ถูกชกต่อย มีแผลฟกช้ำที่ใบหน้า" คนไข้เอาใบรับรองแพทย์ไปแจ้งความ  ความจริงแล้วหมอก็เขียนตามที่คนไข้บอกเท่านั้นเอง บาดแผลอาจจะเกิดจากสาเหตุอื่นอะไรมาก็ได้ 

 

 

แล้วยังมีพวกเป็นหวัดนิดหน่อยแต่ขอนอนโรงพยาบาลเพื่อนำไปเบิกประกัน หรือคนที่เจ็บป่วยเล็กน้อย แต่ต้องการให้หมอเขียนให้ต้องหยุดพักรักษาตัวเพื่อเอาไปเบิกนู่นเบิกนี่ เอาไปอ้างที่ทำงาน โอย สารพัด ..พอไม่ให้ก็ทั้งอ้อน ทั้งขู่

 

...................

เวลาคนขู่จะฟ้อง คิดว่าหมอๆกลัวกันมั๊ยคะ คำตอบคือ กลัวค่ะ ไม่ได้กลัวเพราะทำความผิด เพราะสมัยนี้ถึงแม้ไม่ผิดใช่ว่าจะพ้นคดี คนที่ยังไม่เข้าใจในวิชาชีพนี้มีอยู่มาก และต่อให้ชนะคดี แค่ต้องต่อสู้ความก็เหนื่อยแล้วค่ะ เหนื่อยทั้งกายและใจ คนที่ยิ่งพยายามเป็นหมอที่ดีแค่ไหนก็ยิ่งเหนื่อยเท่านั้น

 

จากตัวอย่างที่ยกมาให้ฟัง เพราะฉะนั้นอย่าแปลกใจค่ะ ที่จะถูกถามว่าขอใบรับรองแพทย์ไปทำอะไร หรือว่าหมอจะให้ใบรับรองแพทย์ไม่ง่ายเหมือนที่ผ่านมา ยิ่งยุคนี้สังคมกำลังเผชิญวิกฤตปัญหาความเข้าใจระหว่างผู้รับบริการกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ และดูเหมือนว่าแนวโน้มสังคมจะเชื่อจากสื่อมากกว่าผู้เชี่ยวชาญและหลักฐานางการแพทย์อยู่ด้วย แพทย์ส่วนใหญ่ที่ยังทำงานอยู่ ยังไม่หนีไปประกอบอาชีพอื่น จึงต้องระวังตัวกันอย่างรอบด้าน จะก้าวผิดนิดผิดหน่อย ทำอะไรตกหล่น มันก็เสี่ยงคุกตาราง การฟ้องร้องไปซะหมด defensive medicine จึงมีบทบาทมากในปัจจุบัน

 

เขียน entry นี้เพื่อชี้อะไรให้คนที่ไม่เคยมองได้เห็นบ้าง และอยากบอกผ่านถึงคนที่มีพฤติกรรมเหล่านี้ว่าอย่าทำเลยค่ะ ไม่ต้องคิดไกลถึงผลที่ตามมาไปไหนก็ได้ แค่คุณมาเพิ่มคนไข้ให้หมอ มาเสียเวลาต่อรองใบรับรองแพทย์ ก็เสียเวลาที่มีค่าที่คนไข้จำเป็นคนอื่นจะได้ตรวจ เสียกำลังใจของหมอที่เวรๆนึงตรวจคนไข้เป็นร้อยคน ลองคิดดูนะคะ แปดชั่วโมงให้คุณคุยกับคนร้อยคนเเฉยๆหนื่อยมั๊ยคะ หมอต้องทั้งคุย ทั้งตรวจ รักษา ทำหัตถการ แล้วยังมาเจอกับคนที่ใช้เราเป็นเครื่องมืออีก ไม่ดีเลยค่ะ.

 

ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นเรื่องเครียด แต่พออ่านทวนดูแล้วอืมม มันเครียดแฮะ

เลยจะเอารูปลูกน้อยคนใหม่ของเรามาอวดเล่น (ลูกคนไข้น่ะค่ะ อย่าตกใจยังไม่มีข่าวดี) ที่คลอดออกมาหนักตั้ง 5100 gm แน่ะ จ่ำม่ำมากๆเลย ดูรูปนี่เด็กแรกเกิดนะคะ ไม่ได้เด็ก2 เดือน

 

ขณะที่กำลังนั่งตรวจคนไข้ OPD ตอนบ่ายวันหยุดก็ได้รับโทรศํพท์ตามจากวอร์ดเด็ก

"หมอคะ เด็กเตียง 16 tube(ท่อช่วยหายใจ)หลุด ตามหมอเวรไม่ได้เลย หมอช่วยหน่อยได้มั๊ยคะ"

เราไม่ได้หมอเวรวันนั้น แต่เราก็เป็นหมอประจำวอร์ด ..ฝากคนไข้OPD ให้หมอคนอื่นช่วยตรวจ แล้วเราก็รีบวิ่งไปที่วอร์ดทันทีด้วยส้นสูงที่ขาวที่กะมาสวยในวันออกตรวจสบายๆ(กันคนถาม..คู่นี้ไม่ใช่ prada นะคะ.. และแน่นอนงานหนักก็ต้องสวยไว้ก่อน 55)

ไปถึงเด็กตัวขาวซีดทั้งตัว ดูเหมือนว่าหน้ากากออกซิเจนที่คุณพยาบาลกำลังช่วยหายใจอยู่นั้น จะทำหน้าที่ของมันได้ไม่ดีเท่าไหร่ เอาล่ะ..เราทำได้ เราบอกตัวเองตอนนั้นที่ไม่ได้ตื่นเต้นหรอก แต่กำลังกังวลว่าเราจะใส่ท่อช่วยหายใจเด็กได้รึเปล่า เพราะเราเคยแต่ใส่ให้ผู้ใหญ่แต่เด็กน้อยคนนี้ตัวกะจิ๊ดริดน้ำหนักแค่ 4 Kg เท่านั้นเอง มองไปท่อช่วยหายใจเบอร์ 3.5 ที่เราจะใช้ก็ทั้งเล็กและปวกเปียกขนาดประมาณสายสวนจมูกของผู้ใหญ่แค่นั้น แต่เราเชื่อมั่นในตัวเราว่าเรารู้ว่าเราต้องทำไง แค่ทำตามที่เรียนมาแล้วเราต้องทำได้ ..ไอ้เด็กน้อยตัวนี้ ต้องไม่ตายวันนี้หรอก

ครั้งที่1 หลังจากใส่blade กวาดลิ้น เย่ เราเห็นvocal cord แล้ว ใส่ได้แน่ แต่เจ้ากรรมไอ้ endotracheal tube นี่มันอ่อนไปอ่อนมาไม่ได้ดั่งใจเลย สุดท้ายเราก็ไม่สามารถใส่ได้ ต้องหยุดเพื่อช่วยบีบbag ช่วยหายใจไปก่อน

หลังจากผ่านครั้งแรก ความมั่นใจลดลงไปประมาณ30เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่มีทางเลือก..บีบbag มันไม่เวิร์คเลย ปอดเด็กก็ไม่ดีตั้งแต่เกิดอยู่แล้วด้วย เราต้องทำได้สิ

ครั้งที่2 เด็กเริ่มตัวเขียวแล้ว เราแทบไม่เห็นอะไรเลย try ใส่ไป ก็ไม่สำเร็จอีก ชีพจรเด็กเริ่มเบาลงแล้ว เวลาของเราเหลืออีกไม่มาก ..เราเลยสั่งให้พยาบาลตามหมอดมยา เพราะในกรณีฉุกเฉิน คนที่จะใส่ท่อช่วยหายใจได้ดีที่สุด ก็คงเป็นหมอดมยานี่ล่ะ

ระหว่างรอ เราก็ช่วยนวดหัวใจให้เด็กไปพลาง หัวพยายามคิดวิธีที่เรียนๆมา เพราะเดี๋ยวเราต้องเริ่มให้ยากระตุ้นหัวใจแล้วล่ะ 

....

ให้ยาไป 1 dose นวดหัวใจมาหลายนาที แต่ถ้าไม่มีออกซิเจนก็ไร้ประโยชน์ หมอดมยายังมาไม่ถึง..

ตัวเท่านี้เอง ต้องอยู่อีกนาน ต้องรอดสิ ต้องโตขึ้นกว่านี้ได้นะ

หมอสู้ หนูก็ต้องสู้นะ

เราตัดสินใจลองอีก 1 ครั้ง เชื่อมั่นเราต้องทำได้สิ ...และ สำเร็จ เราทำได้แล้ว เย่เย่ (ดีใจจะแย่ แต่ทำเป็นเก็กเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา ^^)

จากนั้นด้วยยาอีก 1 dose การหายใจ การเต้นของหัวใจเด็กก็กลับคืนมา เราช่วยเด็กน้อยนี่ได้แล้ว  รอดแล้ว(ทั้งเราและเด็ก 55 ) >O

 

 

""""""""""""""""""

จากวันนั้นถึงวันนี้ผ่านมาเกือบสิบวันแล้ว เด็กคนนั้นก็ยังอยู่ดี ..เราจะย้ายวอร์ดแล้ว คงไม่ได้ดูเคสต่อ แต่มันรู้สึกมีดอกไม้ดอกเล็กๆบานอยู่ในใจ เวลามองหน้าอกน้อยๆกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะการหายใจ

ขอบคุณนะ เด็กน้อย ^^