chit-chat

หมอคะ..รูไหน*

posted on 19 Oct 2007 15:36 by thedoctorwearsprada  in chit-chat

คุณจะแปลกใจมั๊ยถ้าเป็นหมอแล้วคนไข้ที่กำลังจะคลอดลูกถามว่า ..

คนไข้ : หมอคะ มันออกรูไหนเหรอ

หมอ : ว่าไงนะคะ  ( เริ่มงง)

คนไข้ : ลูกอ่ะ มันออกรูไหนเหรอ

หมอ :  แล้วมันมีรูไหนบ้างอ่ะคะ

คนไข้ : ก็รูหน้าหรือรูหลัง

หมอ : อืม ถ้ารูหลังหมายถึงรูทวารหนัก ก็รูหน้าค่ะ ทางช่องคลอด (อยากยกมือมาปาดเหงื่อ)

คนไข้ : อ๋อ เหรอคะ

หมอ : ค่ะ (  เข้ารูไหนก็ออกรูนั้นแหละคะ อิอิ  )

                                                                        จบข่าว.

 

 

เมื่อคืนนี้เราเจอ ช็อตเด็ดล่ะ ..

มีเคสคลอดเคสนึง แม่ตัวใหญ่มาก และลูกก็ดูแล้วน่าจะตัวใหญ่เหมือนกัน

พยาบาลเป็นคนทำคลอด เราก็ยืนobserve อยู่ด้วย พอเด็กคลอด อย่างกับเขื่อนแตก คลื่นน้ำคร่ำโครมใหญ่ ซัดออกมาโถมตัวพี่พยาบาลไปเต็มๆ ตั้งแต่ไหล่ลงมาเลย ไม่รู้โดนหน้ารึเปล่า

เพิ่งเคยเห็น เพราะปกติ น้ำคร่ำมันจะไม่เยอะขนาดนี้ แล้วก็จะไหลออกมาค่อยๆ ไม่ได้ให้หนูน้อยโต้คลื่นออกมาอย่างนี้ เท่ค่อดๆ surf ออกมาตั้งแต่เกิดเลย 55 แถมยังมีอึออกมาอีกก้อนใหญ่พร้อมกันอีก คูลจริงๆ 55 รู้สึกจะชั่งได้ 4060 gm อ้วนมาเลย

เคยเห็นแต่เพื่อนมาเล่าให้ฟังว่าต้องได้อาบน้ำคร่ำอย่างนี้ เรายังด่ามันอยู่เลยว่าทำอีท่าไหน

เจอของจริงแล้ว อืม..เข้าใจ มันหลบไม่ได้ไปไหนไม่พ้นจริงๆ

โชคดีที่เราไม่เคย ขออย่ามีเลย สาธุ

เพราะเรายังมีความเชื่อมั่นว่า คนเราเกิดมาหนึ่งครั้งไม่ควรต้องผ่านน้ำคร่ำของใคร นอกจากแม่ตัวเอง 55

ตีสาม ... เราถูกตามไปดู เคสเจ็บท้องและครรภ์ยังไม่ครบกำหนด ที่สำคัญคือ no ANC (no antenatal care) หรือไม่เคยฝากครรภ์นั่นเอง

 

ไปถึง เห็นผู้หญิงท้องคนนึงนอนรออยู่บนเตียง ดูแล้วอายุคงยังไม่เท่าไหร่ เหลือบตาไปดูแฟ้มประวัติ จริงด้วย 17 ปีเองนี่ เฮ้อ อีกแล้วเหรอ เหนื่อยใจจัง

ยิ่งซักประวัติไปก็ยิ่งเหนื่อย เค้าบอกว่า เจ็บท้อง และลูกไม่ดิ้นมาเกือบวันแล้ว โอวว..แล้วทำไมเพิ่งมาเอาตอนนี้นะ ถ้าเป็นลูกคุณ จะรอให้ไม่ดิ้นมาเป็นวันแล้วค่อยมาโรงพยาบาลมั๊ยคะ ถ้ามีอะไรจริง ป่านนี้ลูกตายไปเป็นวันแล้ว หมอเทวดาที่ไหนจะช่วยได้

และเมื่อพยายามถามอายุครรภ์ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากๆเลยนะคะ เพราะว่าเด็กก่อนกำหนด กับครบกำหนดแล้วนี่การรักษาก็ต่างกันมาก เธอก็จำประจำเดือนไม่ได้ จำครั้งแรกที่ลูกดิ้นไม่ได้ ไม่เคยใส่ใจอะไรเลยสิเนี่ย เราก็เลยถามว่าทำไมไม่ฝากครรภ์คะ เค้าก็บอกว่าไม่กล้า เราถามว่างั้น วันนี้มากับใคร เธอตอบว่ามากับแม่และพี่สาว  อืม..งั้นที่บ้านก้รู้แล้วนี่ เธอก็บอกว่ารู้เมื่อสองเดือนที่แล้ว แล้วทำไมไม่ผากครรภ์ตั้งแต่เมื่อสองเดือนที่แล้วล่ะคะ ฝากช้าก็ดีกว่าไม่ฝากเลยนะ

สงสารก็สงสาร เหนื่อยใจก็เหนื่อย ทำไมถึงเป็นกันแบบนี้นะ

เธอก็ยิ้มแหะๆอยู่บนเตียง

อยากบอกทุกคนว่า การฝากครรภ์เป็นเรื่องสำคัญมากนะคะ แทบจะไม่อยากเชื่อว่ามีแม่คนไหนทนท้องเก้าเดือนสิบเดือนได้ โดยไม่พาท้องมาหาหมอซักแอะ แต่เราก็เจออย่างนี้เกือบทุกวัน ไม่กลัวกันบ้างหรือไงกันนะ ท้องนึงมีความเสี่ยงหลายอย่าง ซึ่งควรจะตรวจคัดกรอง ถ้ามีอันตรายอะไรจะได้แก้ไขทัน หรือแค่เรื่องง่ายๆอย่างน้ำหนักขึ้นดีหรือไม่ดี การนับลูกดิ้น หรือวิตามินเสริมระหว่างตั้งครรภ์ คุณแม่พวกนี้ก็คงจะไม่รู้เลย

เรื่องตั้งครรภ์อายุน้อยก็อีกเรื่องนึง มันเป็นปัญหาระดับชาติ ไม่นับเรื่องทำแท้งนะ พอท้องขึ้นมา ถ้าปล่อยคือปล่อยท้องไม่ทำแท้ง คุณแม่รุ่นเยาว์นี่ก็มักจะปล่อยจริงๆ คือปล่อยท้องไปตามมีตามกรรม ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ชั้นจะต้องฝากครรภ์ ต้องเจาะเลือด ต้องบำรุง ต้องสังเกตอะไรเหรอ แค่นี้ชั้นก็มีปัญหามากพอแล้ว อายคนก็อาย แม่ก็ด่า ไอ้ผู้ชายเลวก็ทิ้งอีก ในใจคิดว่าเป็นแม่ที่ดีกล้าหาญ ไม่ฆ่าลูก ไม่บาป แต่ถ้าปล่อยท้องตามยถากรรมอย่างนี้ มันก็ไม่ต่างอะไรกันหรอกค่ะ ถ้าลูกออกมาพิกลพิการ ยังจะคิดว่าตัวเองไม่บาปอยู่มั๊ย หรือยังจะคิดว่า โอ๊ย ชีวิตชั้นเคราะห์ซ้ำกรรมซ้อนซะจริงๆ

บางคนเห็นข่าว แม่ท้องอายุ 16-17 แล้วก็ตกใจ อายุยังน้อยอยู่เลย เราขอบอกว่า ณ วันนี้ การตั้งครรภ์ในช่วงวัยรุ่น (teenage pregnancy )นี่ไม่ได้เป็นส่วนน้อยในสังคมแล้วนะคะ ไม่ได้นานๆเจอที  เรามีคนไข้อายุหลักสิบมารอคลอดทุกวัน บางคนที่เราเจอยังเป็นเด็กหญิงอยู่เลยด้วยซ้ำ บางคน 18 ก็ท้องสามเข้าไปแล้ว  25 ท้องห้า บางราย 17 มีแล้วสองคน ท้องนี้ขอทำหมันเลยก็ยังมี

หมอก็มีส่วนในการแก้ไขปัญหานี่นะ แต่เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามัน work บ้างมั๊ย เพราะเชื่อมั๊ยคะ ไม่ว่าเราจะปากเปียกปากแฉะยังไง จะอธิบายให้ความรู้ ตั้งแต่ safe sex การตั้งครรภ์ การดูแลตัวเอง ยันการคุมกำเนิด

สุดท้าย เคสก็ยังมีมาหาอย่างไม่ลดละ และบางทีมันไม่ใช่ new case นะ ไอ้คุณแม่วัยละอ่อนที่ชั้นสอนไปเมื่อปีที่แล้ว นั่นแหละ ปีนี้เผลอๆ เจอกันท้องใหม่อีกแล้ว แถมนะ ยัง ยัง ไม่ฝากครรภ์เหมือนเดิมอีก

คนตั้งท้อง ไม่ได้มีหน้าที่แค่ รอคลอดนะคะ ...

 

สรุป เคสข้างบนจากการตรวจร่วมกับ ultrasound ก็คิดว่าประมาณ 32 สัปดาห์ยังไม่ครบกำหนดค่ะ ที่โชคดีก็คือเธอไม่ได้เจ็บท้องจริงๆ เป็นแค่เจ็บครรภ์ลวงเท่านั้น และเด็กก็ยังอยู่ดี เราตรวจหน้าท้องเด็กก็ยังดิ้นอยู่เลย พอถามคุณแม่ว่านี่ลูกดิ้นนะรู้สึกมั๊ยคะ เธอก็ทำหน้าตาบ๊องแบ๊ว อืม ที่แท้ลูกดิ้นเป็นยังไงก็ยังไม่ค่อยรู้นี่เอง มาหาว่าลูกไม่ดิ้นซะได้  ก็ต้องสอนว่าอย่างนี้คือลูกดิ้นนะคะ และต้องคอยสังเกตด้วยวันนึงต้องดิ้นอย่างน้อย 12 ครั้ง ถ้าดิ้นน้อยกว่านี้ให้มาพบหมอทันที

แนะนำให้มาฝากครรภ์ที่คลินิกฝากครรภ์เช้าพรุ่งนี้ เธอก็ยังไม่รับปากเต็มที่เท่าไหร่นัก เราต้องย้ำว่าต้องมานะคะ ก็เหมือนจะรับปากไปแกนๆอย่างนั้นเอง ไม่รู้ไอ้ตัวน้อยในท้องจะหวังพึ่งอะไรคุณแม่ได้มากเท่าไหร่กันนะ

 

 

เชียร์เบ่ง*

posted on 23 Oct 2007 09:36 by thedoctorwearsprada  in chit-chat

หมดกันซะที กับเวรดึกสุดป่วนที่ทำเอาเรานอนไม่เป็นเวร่ำเวลา ในที่สุดเราก็ได้อยู่เวรบ่ายซะที

ตื่นเช้าชิลๆมานั่งกินหนม ฟังเพลงอยู่หน้าคอม ดีจัง ^^

 

 

วันนี้จะมาเล่าถึงกิจกรรมขำๆในห้องคลอด นั่นก็คือการเชียร์เบ่ง

ปกติเราจะไม่ค่อยได้ทำกันเท่าไหร่ เพราะคนน้อย งานเยอะ ไม่ค่อยมีเวลามาเชียร์คุณแม่ที่กำลังจะคลอดเบ่งลูก

แต่ว่าเวรบ่าย จะมีน้องๆปี4 ที่ขึ้นเวรเต็มไปหมด งานการก็ไม่ค่อยจะมีทำเพราะยังทำอะไรไม่ค่อยเป็น ทำหัตถการอะไรจะต้องมีพี่คอยคุมตลอด กิจกรรมสำคัญของน้องๆนอกจากนั่งเขียนใบ attend labor แล้วก็คือการเชียร์เบ่ง เพราะถ้าเชียร์ดีๆคุณแม่คลอด น้องๆก็จะได้เก็บเคสทำคลอดกันด้วยสิ

 ทำไมต้องเบ่ง?

          การที่จะคลอดลูกนั้นต้องอาศัยแรงที่ทำให้ลูกหลุดพ้นออกมาจากมดลูก ซึ่งมาจากสองส่วน ส่วนแรกก็มาจาก การบีบรัดตัวของมดลูก พอมดลูกบีบตัวปั๊บ แรงบีบจะส่งแรงดันให้หัวของเด็กไปกดตุง อยู่ที่ปากช่องคลอด ความรู้สึกว่ามีอะไรมาตุงที่ปากช่องคลอดจะทำให้รู้สึกอยากจะเบ่ง ขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ แรงเบ่งส่วนที่สองก็มาจากการที่คุณแม่ต้องออกแรงช่วยเบ่งนี่เองล่ะค่ะ

ความรู้สึกมันก็เหมือนกับตอนที่จะถ่ายอุจจาระ เพราะฉะนั้นเวลาออกแรงเบ่ง ก็เบ่งเหมือนเบ่งอึเลยค่ะ (อ้าว จริงๆนะ ทำเป็นขำไป)

คุณแม่บางคนทำเอาคุณหมอเก๊กซิม อุตส่าห์เจ็บท้องตั้งครึ่งวันครึ่งคืน จนสุดท้ายหัวของลูกก็มาตุงเตรียมพร้อมที่จะออกมาลืมตาดูโลก พอถึงเวลาเบ่งคลอด คุณแม่กลับหมดแรงไปดื้อๆ เบ่งก็ไม่เบ่ง บอกให้ช่วยเบ่งก็บอกว่าไม่มีแรง เบ่งไม่ไหว ต้องงอนง้อกันตั้งนานกว่าจะมาช่วยกันเบ่งได้ ถ้าไม่ช่วยเบ่งก็ไม่มีทางคลอดออกมาได้หรอกค่ะ

  แล้วเบ่งยังไงล่ะ?

           การเบ่งที่ถูกนะคะ ต้องรอให้มดลูกมีการบีบตัวก่อน ถ้ามดลูกยังไม่บีบตัวออกแรงเบ่งซะก่อนจะไม่ได้แรงเบ่งอย่างเต็มที่ ก็จะเหนื่อยเปล่า ให้รอจนมีการบีบตัวของมดลูกก่อน ตอนนี้ให้คุณแม่หายใจเข้าออกยาวๆ สักสองสามที แล้วกลั้นลมหายใจไว้ ก้มหน้าคางชิดอก จับหลักข้างเตียงให้มั่น แล้วออกแรงเบ่งให้ลงไปทางก้น คุณแม่บางคนออกแรงมากเลยแต่ลมขึ้นหน้าซะหน้าม่วงหน้าแดงกันไป อย่างนี้ก็ไม่ไหวนะคะ ต้องเบ่งลงก้น บอกแล้วว่าเหมือนเวลาปวดอึนั่นแหละค่ะ เวลาเบ่งให้เบ่งยาวๆ ยาวสุดเท่าที่จะเบ่งได้ หัวเด็กจะค่อยๆ เลื่อนลงมาเรื่อยๆ จนคลอดออกมาเอง แต่ถ้าเบ่งไม่เป็น เบ่ง…หยุด…เบ่ง…หยุด หัวเด็กก็จะเข้าๆ ออกๆ ผลุบๆ โผล่ๆ เสียเวลาเปล่า เบ่งทั้งทีก็เบ่งยาวๆ ไปเลย ถ้าเบ่งดีไม่กี่ทีก็คลอดค่ะ

 

 

นี่ล่ะค่ะเป็นที่มาของการเชียร์เบ่ง เพราะบางทีถึงแม้จะสอนวิธีการเบ่งที่ถูกต้องแล้ว คนไข้ก็อาจยังทำได้ไม่ดีนัก การเชียร์เบ่ง หลักๆ คือต้องการให้จังหวะและระยะเวลาในการเบ่ง ส่วนเหตุผลรองลงมาเราว่ามันเป็นเรื่องของกำลังใจค่ะ

อ้าว อึ๊ดดดดดดดดดดดดดดดสสสส ... ยิ่งเด็กปี4 อยู่กันมากเท่าไหร่เสียงยิ่งระงมค่ะ

ถ้าบังเอิญลมคนเบ่งมากกว่าลมคนเชียร์ เสียงก็จะ อึ๊ดดดดดดดดดดสสส อึ๊ดดดดดสสส...อึ๊ดดดด ...อึ๊สสส ขาดเป็นช่วงๆพร้อมกับปลายเสียงสั่นน

ถ้าคณะประสานเสียงเกิดไม่พร้อมใจกัน เบ่งคนละอึ๊สส สองอึ๊สสส ก็ขำกันทั้งแม่ทั้งนิสิตแพทย์ ไม่รู้จะเบ่งตามคนไหนดี ต้องหยุดมาตั้งหลักกัน

อารมณ์ก็สำคัญนะ ใครเซฟพลังงาน เชียร์แบบอึดดดดดดดดดด โมโนโทน มันก็ไม่ค่อยเวิร์คล่ะ

ยิ่งเชียร์ ยิ่งมัน ยิ่งหัวเด็กเริ่มเห็นจะคลอดนะ เร่งเสียงกันสุดๆ บางทีเราไปเบรคเอี๊ยดแทบไม่ทัน เดี๋ยวไม่ทันทำคลอดเด็กจะหลุดตกถังไปซะก่อน

ถ้าเชียร์ดังมากเกินไป บางทีก็จะโดนคุณพยาบาลเอ็ดเอาได้ " โอ๊ย เตียงอื่นจะคลอดกันหมดแล้วว"

บางคนใช้พลังเชียร์มากๆ ต้องแอบไปเข้าห้องน้ำก็มี (พี่เห็นนะคะ คุณน้อง)

สรุปว่า วันไหนคลอดเยอะๆ ก็เล่นเอาหมดแรงเหมือนคลอดลูกหลายคนเลยเหมือนกัน ^^"

แหม เป็นไงคะ อ่านจบแล้ว อยากเบ่งกันรึเปล่า

ใครจะจำเทคนิคไว้ฝึกหัดเบ่งตอนท้อง หรือว่าจะไว้ใช้เบ่งอย่างอื่นก็ไม่ว่ากันนะคะ ระวังหน่อยล่ะ ^^