ขอเถอะค่า..ใบรับรองแพทย์*
posted on 06 Jun 2008 11:10 by thedoctorwearsprada in chit-chatเชื่อว่าหลายต่อหลายคนคงจะมีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับใบรับรองแพทย์มาบ้าง ไม่ว่าจะใช้ลาหยุดเรียน หยุดงาน สมัครเข้าทำงาน เบิกประกัน อื่นๆ จิปาถะ
ส่วนเรานั้นเกี่ยวข้องกับใบรับรองแพทย์โดยตรงในฐานะเป็นคนเขียน ไอ้ที่ธรรมดาก็เขียนตามความจริงน่ะไม่เท่าไหร่ แต่ไอ้ที่ไม่ธรรมดาดูเหมือนว่าจะเยอะขึ้นทุกวัน
.......
เด็กสาววัยรุ่นหน้าตาดี แต่งตัวอารมณ์เด็กสยามเดินเข้ามาในห้องฉุกเฉินเวลา 3 ทุ่ม
โดยเธอบอกว่ามีอาการปวดศีรษะมาก คลื่นไส้ มีโรคประจำตัวเป็นไมเกรน กลิ่นน้ำหอมหอมฟุ้งชนจมูกหมอ หมอตรวจดูอาการไม่เป็นมาก รักษาให้ยาแก้ปวด
" เอ่อ คุณหมอ หนูขอใบรับรองแพทย์ด้วยค่ะ"
หมอจะเขียนให้ว่าได้รับการตรวจรักษาจริง " เอ่อ คุณหมอ ขอหยุดเรียนพรุ่งนี้นะคะ หนูไปไม่ไหว ปวดทุกทีก็ต้องนอนพักถึงหาย"
หมอมองหน้าพยาบาลกำลังส่งสายตาไปทางกลุ่มเพื่อนสาวของเธอ 4-5 คนที่รออยู่ด้านนอก แต่งตัวพริ้งเพริศกันทุกนาง
....นี่คือ หนึ่งตัวอย่างของคนที่ใช้หมอเป็นเครื่องมือ ปวดหัวนอนพักคืนนี้อาจไปเรียนได้ แต่ถ้าคืนนี้แดนซ์กระจายบวกฤทธิ์แอลกอฮอล์ กว่าจะกลับบ้านนอน ตื่นมาคงแฮงค์ไปไม่ไหวจริงๆ
...................
คนไข้คนนึงมาตรวจที่คลินิกนอกเวลาเวลาสองทุ่ม วินิจฉัยว่าเป็นหวัด หมอกำลังจะสั่งยาเหลือบไปเห็นในประวัติ
"เอ้า เมือ่เช้าก็มาตรวจแล้วทีนึงนี่คะ ทำไมตอนเย็นมาอีก อาการก็ไม่ได้เป็นมากขึ้นนี่คะ"
"อ๋อ หนูตรวจแล้วหมอเมื่อเช้าไม่ยอมเขียนใบรับรองให้หนูหยุดงานค่ะ เขียนแต่ว่ามาตรวจจริง หนูเลยมาใหม่"
" อืมค่ะ ปกติเป็นหวัดหมอก็มีความเห็นว่าไม่ถึงกับต้องหยุดพักรักษาตัวนะคะ มีเพียงน้ำมูกนิดหน่อยเท่านั้นเอง"
"แต่หนูต้องหยุดงานมาตรวจน่ะค่ะ"
ถามได้ความว่าเธอทำงานกะบ่าย เข้างานบ่ายโมง เวลาที่เธอมาตรวจช่วงเช้าคือ 11 โมงกว่า "อ้าวแล้วทำไมไม่มาตรวจตั้งแต่เช้าคะ จะได้ไม่ต้องขาดงาน คลินิกเริ่มตรวจตั้งแต่แปดโมงแล้ว ที่นี่โรงพยาบาลรัฐ คนไข้ค่อนข้างมากอยู่แล้ว ต้องใช้เวลารอ ถ้ามาแล้วเสร็จเลยคงต้องไปคลินิก "
คนไข้ยิ้มแหะๆ สุดท้ายหมอก็เขียนให้เธอ จะได้ไม่ต้องมาตรวจแล้วตรวจอีกให้เสียเวลาเสียทรัพยากร โดยได้แต่หวังว่าคราวหน้าเธอจะไม่ทำอีก
หรืออย่างที่เคยได้ยินข่าวว่า คนไข้บอกว่าท้องเสียเพราะรับประทานสเต็คที่มีหนอน พอแพทย์เขียนใบรับรองแพทย์ให้ตามคำพูดของคนไข้ ว่ารับประทานสเต็คที่มีหนอน และมีอาการท้องเสีย ก็เอาไปฟ้องร้องแฟรนไชส์ร้านอาหารชื่อดังเป็นล้านๆ อ้างจากใบรับรองแพทย์ ทั้งที่จริงใครจะไปรู้ท้องเสียจากอย่างอื่นก็ได้เยอะแยะ หมอก็ไม่ได้ไปรู้ไปเห็นด้วยซะหน่อย
คนไข้บอกหมอว่าถูกชกต่อย มีบาดแผลฟกช้ำตามร่างกาย หมอเขียนใบรับรองแพทย์ให้ว่า "ถูกชกต่อย มีแผลฟกช้ำที่ใบหน้า" คนไข้เอาใบรับรองแพทย์ไปแจ้งความ ความจริงแล้วหมอก็เขียนตามที่คนไข้บอกเท่านั้นเอง บาดแผลอาจจะเกิดจากสาเหตุอื่นอะไรมาก็ได้
แล้วยังมีพวกเป็นหวัดนิดหน่อยแต่ขอนอนโรงพยาบาลเพื่อนำไปเบิกประกัน หรือคนที่เจ็บป่วยเล็กน้อย แต่ต้องการให้หมอเขียนให้ต้องหยุดพักรักษาตัวเพื่อเอาไปเบิกนู่นเบิกนี่ เอาไปอ้างที่ทำงาน โอย สารพัด ..พอไม่ให้ก็ทั้งอ้อน ทั้งขู่
...................
เวลาคนขู่จะฟ้อง คิดว่าหมอๆกลัวกันมั๊ยคะ คำตอบคือ กลัวค่ะ ไม่ได้กลัวเพราะทำความผิด เพราะสมัยนี้ถึงแม้ไม่ผิดใช่ว่าจะพ้นคดี คนที่ยังไม่เข้าใจในวิชาชีพนี้มีอยู่มาก และต่อให้ชนะคดี แค่ต้องต่อสู้ความก็เหนื่อยแล้วค่ะ เหนื่อยทั้งกายและใจ คนที่ยิ่งพยายามเป็นหมอที่ดีแค่ไหนก็ยิ่งเหนื่อยเท่านั้น
จากตัวอย่างที่ยกมาให้ฟัง เพราะฉะนั้นอย่าแปลกใจค่ะ ที่จะถูกถามว่าขอใบรับรองแพทย์ไปทำอะไร หรือว่าหมอจะให้ใบรับรองแพทย์ไม่ง่ายเหมือนที่ผ่านมา ยิ่งยุคนี้สังคมกำลังเผชิญวิกฤตปัญหาความเข้าใจระหว่างผู้รับบริการกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ และดูเหมือนว่าแนวโน้มสังคมจะเชื่อจากสื่อมากกว่าผู้เชี่ยวชาญและหลักฐานางการแพทย์อยู่ด้วย แพทย์ส่วนใหญ่ที่ยังทำงานอยู่ ยังไม่หนีไปประกอบอาชีพอื่น จึงต้องระวังตัวกันอย่างรอบด้าน จะก้าวผิดนิดผิดหน่อย ทำอะไรตกหล่น มันก็เสี่ยงคุกตาราง การฟ้องร้องไปซะหมด defensive medicine จึงมีบทบาทมากในปัจจุบัน
เขียน entry นี้เพื่อชี้อะไรให้คนที่ไม่เคยมองได้เห็นบ้าง และอยากบอกผ่านถึงคนที่มีพฤติกรรมเหล่านี้ว่าอย่าทำเลยค่ะ ไม่ต้องคิดไกลถึงผลที่ตามมาไปไหนก็ได้ แค่คุณมาเพิ่มคนไข้ให้หมอ มาเสียเวลาต่อรองใบรับรองแพทย์ ก็เสียเวลาที่มีค่าที่คนไข้จำเป็นคนอื่นจะได้ตรวจ เสียกำลังใจของหมอที่เวรๆนึงตรวจคนไข้เป็นร้อยคน ลองคิดดูนะคะ แปดชั่วโมงให้คุณคุยกับคนร้อยคนเเฉยๆหนื่อยมั๊ยคะ หมอต้องทั้งคุย ทั้งตรวจ รักษา ทำหัตถการ แล้วยังมาเจอกับคนที่ใช้เราเป็นเครื่องมืออีก ไม่ดีเลยค่ะ.
ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นเรื่องเครียด แต่พออ่านทวนดูแล้วอืมม มันเครียดแฮะ
เลยจะเอารูปลูกน้อยคนใหม่ของเรามาอวดเล่น (ลูกคนไข้น่ะค่ะ อย่าตกใจยังไม่มีข่าวดี) ที่คลอดออกมาหนักตั้ง 5100 gm แน่ะ จ่ำม่ำมากๆเลย ดูรูปนี่เด็กแรกเกิดนะคะ ไม่ได้เด็ก2 เดือน