ขณะที่กำลังนั่งตรวจคนไข้ OPD ตอนบ่ายวันหยุดก็ได้รับโทรศํพท์ตามจากวอร์ดเด็ก

"หมอคะ เด็กเตียง 16 tube(ท่อช่วยหายใจ)หลุด ตามหมอเวรไม่ได้เลย หมอช่วยหน่อยได้มั๊ยคะ"

เราไม่ได้หมอเวรวันนั้น แต่เราก็เป็นหมอประจำวอร์ด ..ฝากคนไข้OPD ให้หมอคนอื่นช่วยตรวจ แล้วเราก็รีบวิ่งไปที่วอร์ดทันทีด้วยส้นสูงที่ขาวที่กะมาสวยในวันออกตรวจสบายๆ(กันคนถาม..คู่นี้ไม่ใช่ prada นะคะ.. และแน่นอนงานหนักก็ต้องสวยไว้ก่อน 55)

ไปถึงเด็กตัวขาวซีดทั้งตัว ดูเหมือนว่าหน้ากากออกซิเจนที่คุณพยาบาลกำลังช่วยหายใจอยู่นั้น จะทำหน้าที่ของมันได้ไม่ดีเท่าไหร่ เอาล่ะ..เราทำได้ เราบอกตัวเองตอนนั้นที่ไม่ได้ตื่นเต้นหรอก แต่กำลังกังวลว่าเราจะใส่ท่อช่วยหายใจเด็กได้รึเปล่า เพราะเราเคยแต่ใส่ให้ผู้ใหญ่แต่เด็กน้อยคนนี้ตัวกะจิ๊ดริดน้ำหนักแค่ 4 Kg เท่านั้นเอง มองไปท่อช่วยหายใจเบอร์ 3.5 ที่เราจะใช้ก็ทั้งเล็กและปวกเปียกขนาดประมาณสายสวนจมูกของผู้ใหญ่แค่นั้น แต่เราเชื่อมั่นในตัวเราว่าเรารู้ว่าเราต้องทำไง แค่ทำตามที่เรียนมาแล้วเราต้องทำได้ ..ไอ้เด็กน้อยตัวนี้ ต้องไม่ตายวันนี้หรอก

ครั้งที่1 หลังจากใส่blade กวาดลิ้น เย่ เราเห็นvocal cord แล้ว ใส่ได้แน่ แต่เจ้ากรรมไอ้ endotracheal tube นี่มันอ่อนไปอ่อนมาไม่ได้ดั่งใจเลย สุดท้ายเราก็ไม่สามารถใส่ได้ ต้องหยุดเพื่อช่วยบีบbag ช่วยหายใจไปก่อน

หลังจากผ่านครั้งแรก ความมั่นใจลดลงไปประมาณ30เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่มีทางเลือก..บีบbag มันไม่เวิร์คเลย ปอดเด็กก็ไม่ดีตั้งแต่เกิดอยู่แล้วด้วย เราต้องทำได้สิ

ครั้งที่2 เด็กเริ่มตัวเขียวแล้ว เราแทบไม่เห็นอะไรเลย try ใส่ไป ก็ไม่สำเร็จอีก ชีพจรเด็กเริ่มเบาลงแล้ว เวลาของเราเหลืออีกไม่มาก ..เราเลยสั่งให้พยาบาลตามหมอดมยา เพราะในกรณีฉุกเฉิน คนที่จะใส่ท่อช่วยหายใจได้ดีที่สุด ก็คงเป็นหมอดมยานี่ล่ะ

ระหว่างรอ เราก็ช่วยนวดหัวใจให้เด็กไปพลาง หัวพยายามคิดวิธีที่เรียนๆมา เพราะเดี๋ยวเราต้องเริ่มให้ยากระตุ้นหัวใจแล้วล่ะ 

....

ให้ยาไป 1 dose นวดหัวใจมาหลายนาที แต่ถ้าไม่มีออกซิเจนก็ไร้ประโยชน์ หมอดมยายังมาไม่ถึง..

ตัวเท่านี้เอง ต้องอยู่อีกนาน ต้องรอดสิ ต้องโตขึ้นกว่านี้ได้นะ

หมอสู้ หนูก็ต้องสู้นะ

เราตัดสินใจลองอีก 1 ครั้ง เชื่อมั่นเราต้องทำได้สิ ...และ สำเร็จ เราทำได้แล้ว เย่เย่ (ดีใจจะแย่ แต่ทำเป็นเก็กเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา ^^)

จากนั้นด้วยยาอีก 1 dose การหายใจ การเต้นของหัวใจเด็กก็กลับคืนมา เราช่วยเด็กน้อยนี่ได้แล้ว  รอดแล้ว(ทั้งเราและเด็ก 55 ) >O

 

 

""""""""""""""""""

จากวันนั้นถึงวันนี้ผ่านมาเกือบสิบวันแล้ว เด็กคนนั้นก็ยังอยู่ดี ..เราจะย้ายวอร์ดแล้ว คงไม่ได้ดูเคสต่อ แต่มันรู้สึกมีดอกไม้ดอกเล็กๆบานอยู่ในใจ เวลามองหน้าอกน้อยๆกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะการหายใจ

ขอบคุณนะ เด็กน้อย ^^

 

 

 

 

ฉุกละหุกกับห้องฉุกเฉิน*

posted on 07 May 2008 17:30 by thedoctorwearsprada in chit-chat

วันนี้เป็นเวรER(ห้องฉุกเิฺฉิน)วันแรกของเราตั้งแต่เริ่มทำงานที่นี่

จะพูดให้ถูกอาจจะเป็นเวรแรกในชีวิตของการเป็นหมอของเราเลยก็ได้ (ก็เพราะเราเพิ่งเริ่มเป็นหมอที่แท้จริงนี่นา)

จากเมื่อก่อนเราเคยอยู่ในโรงเรียนแพทย์ที่ ER มีหมอหลายๆคนคอยช่วยเหลือกัน ตั้งแต่ นิสิตแพทย์ extern resident แถมบางทียังมี staff ให้ปรึกษาอีกต่างหาก

แต่วันนี้ไม่มีใครอีกแล้ว ใครเข้ามาห้องฉุกเฉินวันนี้ละ่ก็ เราใหญ่สุด

จากเมื่อคืนที่อยู่เวร ward เด็กมา รีบตื่นเช้าไปราวน์ ward ก่อนมาอยู่ ER เริ่มทำงานเช้าๆเหมือนสมองยังไม่ตื่นเต็มร้อย คนไข้ก็ถูกเข็นเข้ามาเรื่อย มีอยู่คนหนึ่ง เป็นเคสอุบัติเหตุ มีบาดเจ็บหลายแห่ง refer(ส่งตัว) มาจากโรงพยาบาลชุมชน คนไข้ไม่ได้สติ ใส่ท่อช่วยหายใจ สิ่งแรกที่เราต้องทำ คือการทำ primary surveyใครพอสนใจคงเคยได้ยินกันบ้าง ที่ว่าประเมิณ ABC คือ airway, breathing และcirculation ดังนั้นสิ่งแรกที่เราทำคือตรวจดูว่าทางเดินหายใจคนไข้ซึ่งขณะนั้นก็คือท่อช่วยหายใจ มันยังทำหน้าที่ของมันได้ดีอยู่รึเปล่า จากการฟังปอดเสียงหายใจข้างซ้ายเบา จนแทบไม่ได้ยินที่ชายปอด ..ทำไงดีล่ะ พยาบาลกำลังช่วยบีบ ambu เพื่อให้ออกซิเจนคนไข้อยู่ อีกคนเตรียม suction รอเราอยู่ ..อืม ฟังอีกทีแล้วกัน ..แล้วก็ฟังอีกทีแล้วกัน ..ก็รู้อยู่แล้วว่ามันผิดปกติ แต่ทำยังไงดีล่ะ เป็นได้ว่าใส่ ท่อช่วยหายใจลึกเกินไป (one lung intubation) หรือว่าลมรั่วในปอดข้างซ้ายจนปอดขยายตัวไม่ได้(Pneumothorax ) แต่เป็นอะไรดีนะ สายตารอบข้างจดจ้อง ..มัวคิดอยู่ไม่ได้แล้ว.. "เป็นไงหมอ" เสียงพยาบาลถาม เราลองเคาะปอดดูว่าเคาะโป่งเหมือนมีลมมั๊ย พยาบาลอีกคนถาม เป็นไงหมอ ..อยากให้มีใครซักคนมาช่วยซะจริงเชียว หรือว่าไป x-ray ให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลยได้มั๊ยเนี่ย

ใ นที่สุด .. " one lung ค่ะตอนนี้ tube ลึกเท่าไหร่ เดี๋ยวถอยออกมาดู" หึ ไม่แน่ใจเท่าไหร่หรอก

กำลัง ดูุดลมออกจาก cuff ที่ tube คนไข้ก็เริ่มไอเลือดออกมา ถอย tubeมาได้นิดเดียว เรารีบสั่งพยาบาล "blow cuff เร็วค่ะ เดี๋ยวคนไข้ aspirate (สำลักเลือดลงปอด) "

จากนั้นก็ฟังปอดอีก เพื่อ check ว่าที่เราตัดสินใจนั้นมันทำให้อะไรดีขึ้นมั๊ย อืมม มันก็ดีขึ้นนะ แต่ข้างซ้ายยังไงมันก็ยังเบาอยู่ดีล่ะ พึมพำกับตัวเอง ..."แล้วมันแปลว่าไงหมอ " พยาบาลกำลังรอคำสั่งให้ยึดtube อยู่...แล้วเราก็ฟังอีก แล้วก็เหมือนเดิมสายตาทุกคู่จับจ้องรอคำสั้งจากเรา ..โธ่ ฟังกี่ครั้งมันก็เหมือนเดิมแหละ จะฟังไปทำไมกันนะเรา

สุดท้าย เราก็แก้ปัญหาทุกอย่างให้ดีขึ้นได้ ด้วยการถอยtubeอีกครั้ง อาจเพราะครั้งแรกเราถอยออกมาไม่พอนั่นเอง

แต่ทุกขั้นตอนเสียไปกับความลังเลไม่แน่ใจของเรา แม้จะไม่กี่วินาทีก็ตาม และแน่นอนทุกวินาทีนั้นความมั่นใจในตัวเองของเราก็ลดลงด้วย

ถ้ามองไปจากตอนนี้ที่เราลงเวรแล้วนั่งอัพไดอย่างสบายใจ วินาทีนั้นมันช่างเป็นเรื่องง่ายๆ

....ถ้ามีอาจารย์หรือพี่สั่งให้เราไปเลื่อน tube

....ถ้าเรากำลังดู serie ER ที่ตัวเองวันนี้แสดงเป็นตัวเอก

....ถ้าเรากำลังเขียนตอบข้อสอบข้อนี้

มันช่างเป็นเรื่องง่ายเหลือเกิน ที่เราจะวินิจฉัยอย่างถูกต้องและทำอะไรลงไปโดยไม่ต้องเสียเวลา

แต่ในวินาทีนั้นมันไม่ง่ายเลย

เมื่อการตัดสินใจของเราคือที่สุด เมื่อคนไข้ ญาติและพยาบาลตั้งความหวังไว้ที่เรา

ไม่มีแม้แต่เวลาที่จะคิด ไม่มีเวลาให้สมองที่ทำงานของมันอย่างช้าๆ

เอาล่ะ แล้วเราก็ผ่านวันนี้มาได้แล้วล่ะ

 

 

ของจริง*

posted on 05 May 2008 17:07 by thedoctorwearsprada in chit-chat

หลายคนคงคิดว่าเรายุ่งขนาดไม่มีเวลาอัพบล็อกเป็นแรมเดือน ซึ่งมันก็จริง

 

แต่ถึงจะหายไปนานก็คุ้มนะ สำหรับใครๆที่รอดูอยู่ จะบอกว่าถึงวันนี้เราเรียนจบแล้ว

 .....เป็นหมออย่างเต็มตัว

 

อยู่ในช่วงใช้ทุน ซึ่งเราก็เลือกมาอยู่ใกล้ทะเลอย่างที่คิดไว้แต่แรก แล้วก็เป็นโชคดีจริงๆที่อุตส่าห์จับฉลากมาจนได้ คนเรามากับดวงตั้งแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้วนี่นา

ว่างๆ แทนที่จะเดินห้าง เข้าโรงหนัง อย่างที่เคยทำเมื่อตอนอยู่เมืองกรุง เราก็มีทางเลือกมากขึ้น ตั้งแต่เดินตลาด ตลาดนัด ไปเที่ยวสวนผลไม้ ขับรถไปไม่กี่สิบโลก็รับลมทะเลเย็นสบายได้อีกต่างหาก

เสียแต่ว่าแดดลมมันแร๊ง แรง น้ำก็ไม่ค่อยดีอีกต่างหาก ช่วงนี้ต้องเก็บเนื้อถนอมตัว อีกไม่กี่เดือนจะถึงงานรับปริญญาแล้ว ห่วงเที่ยวมากจะไม่สวยกันพอดี

เอาล่ะ แวะมาส่งข่าวแค่นี้

ไว้มีเวลาจะมีเรื่องมาเล่ากันอีกเยอะ