cesarean section

ความคิดเห็นจากแพทย์(กวนๆ)

posted on 07 Jul 2009 22:24 by thedoctorwearsprada in Talking

 

Q: Doctor, I've heard that cardiovascular exercise can prolong life. Is this true? 
คุณ หมอครับ ผมเคยได้ยินว่าการออกกำลังแบบคาร์ดิโอ (ออกแบบเหือกๆ แบบหนักๆ ต่อเนื่องๆ เหงื่อซกๆๆๆ) สามารถทำให้ชีวิตยืนยาวขึ้นได้จริงไหมครับ 
A: Your heart is only good for so many beats, and that's it... don't waste them on exercise. Everything wears out eventually. Speeding up your heart will not make you live longer; that's like saying you can extend the life of your car by driving it faster. Want to live longer? Take a nap. 
นี่คุณ หัวใจน่ะ มันใช้ได้ดีสำหรับเต้นตึ๊กๆๆๆ ไม่กี่ครั้งเองนะ พูดง่ายๆ ก็คือ อย่าไปเสียเวลาออกกำลังเลย ทุกสิ่งทุกอย่างยิ่งใช้ ใช้เข้ามันก็หมดเกลี้ยงนะ ฉะนั้น การทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นบ่อยๆ น่ะไม่ได้ช่วยให้อายุยืนหรอก ก็เหมือนๆ กับถ้าคุณจะพูดว่าขับรถเร็วๆ จะทำให้รถของคุณคงทนขึ้นอย่างนั้นน่ะเหรอ? ถ้าอยากอยู่นานๆ ก็งีบหลับซะเหอะ 

Q: Should I cut down on meat and eat more fruits and vegetables? 
ผมควรจะลดปริมาณการกินเนื้อ แล้วเพิ่มการกินผักผลไม้ไหมครับ? 
A: You must grasp logistical efficiencies. What does a cow eat? Hay and corn. And what are these? Vegetables. So a steak is nothing more than an efficient mechanism of delivering vegetables to your system. Need grain? Eat chicken. Beef is also a good source of field grass (green leafy vegetable). And a pork chop can give you 100% of your recommended daily allowance of vegetable products. 
ใช้ วิจารณญาณเชิงตรรกะเหตุผลเอาละกันคุณ วัวมันกินอะไรล่ะ? ก็หญ้าแห้งและก็ข้าวโพด ซึ่งไอ้สองอย่างนี่มันคืออะไรล่ะ? ก็ผักไง! ฉะนั้น การกินเนื้อสเต๊กเนี่ย มันก็คือหนทางที่มีประสิทธิภาพในการส่งผักเข้าสู่ร่างกายเรานั่นล่ะ ต้องการธัญพืชเหรอ? ก็กินไก่สิ! ยิ่งกว่านั้นนะคุณ เนื้อวัวน่ะยังเป็นแหล่งผักใบเขียวที่ดีด้วย (ก็วัวมันกินหญ้าเขียวๆ) และพอร์คช็อปน่ะสามารถให้คุณค่าทางอาหารจากพืชที่เพียงพอต่อความต้องการของ คุณในวันนึงเลยทีเดียว 

Q: Should I reduce my alcohol intake? 
ผมควรจะลดปริมาณการดืื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลงไหมครับ 
A: No, not at all. Wine is made from fruit. Brandy is distilled wine, that means they take the water out of the fruity bit so you get even more of the goodness that way. Beer is also made out of grain. Bottoms up! 

ไม่ ไม่จำเป็นเลย ไวน์น่ะทำมาจากผลไม้ บรั่นดีก็คือไวน์ที่กลั่นแล้ว นั่นหมายความว่าส่วนที่เป็นน้ำถูกเอาออกไปจากส่วนผลไม้ มันก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่เลยน่ะสิ เบียร์ก็มาจากธัญพืช........เอ้า...........หมดแก้ว!!!! 

Q: How can I calculate my body/fat ratio? 
ผมจะคำณวนอัตราส่วนไขมันต่อร่างกายได้อย่างไรครับ 
A: Well, if you have a body and you have fat, your ratio is one to one. If you have two bodies, your ratio is two to one, etc. 
ง่าย จะตาย ก็ถ้าคุณมีร่างกาย และก็มีไขมัน....อัตราส่วนก็คือหนึ่งต่อหนึ่งไง และถ้าคุณมีสองร่าง อัตราส่วนก็จะกลายเป็นสองต่อหนึ่งไงล่ะ 

Q: What are some of the advantages of participating in a regular exercise program? 
ประโยชน์ของการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอคืออะไรครับ? 
A: Can't think of a single one, sorry. My philosophy is: No Pain...Good! 
หมอเองยังคิดไม่ออกสักข้อเลยคุณ เสียใจด้วยนะ ปรัชญาของหมอคืออะไรที่ไม่ทรมาน ก็ดีทั้งนั้นแหล่ะ! 

Q: Aren't fried foods bad for you? 
อาหารทอดๆ นี่มันไม่ดีสำหรับร่างกายใช่ไหมครับ? 
A: YOU'RE NOT LISTENING!!! ..... Foods are fried these days in vegetable oil. In fact, they're permeated in it. How could getting more vegetables be bad for you? 
คุณ นี่หูแตกรึไง!! ปัจจุบันนี้อาหารทอดก็ถูกทอดในน้ำมันพืชทั้งนั้นแหล่ะ และน้ำมันพืชก็อยู่ในอาหารพวกนั้นนี่นา แล้วการกินพืชมากขึ้นมันไม่ดี??รงไหนวะ? 

Q: Will sit-ups help prevent me from getting a little soft around the middle? 
การซิท-อัพช่วยป้องกันไขมันรอบหน้าท้องได้ไหมคะ๋? 
A: Definitely not! When you exercise a muscle, it gets bigger. You should only be doing sit-ups if you want a bigger stomach. 
ไม่มีทาง! เวลาคุณออกกำลังกล้ามเนื้อมันก็จะใหญ่ขึ้น ถ้าคุณอยากมีพุงใหญ่ๆ ก็ซิท-อัพไปเหอะ 

Q: Is chocolate bad for me? 
ช๊อกโกแล๊ตนี่ไม่ดีใช่มั๊ยคะ 
A: Are you crazy? HELLO Cocoa beans! Another bean!!! Beans are good for you. It's the best feel-good food around! 
บ้ารึเปล่าคุณ? โว้ยยยยยยยย ก็เมล็ดโกโก้ไงเล่า!!!! แล้วธัญพืชมันก็ดีสำหรับคุณ ช๊อกโกแล๊ตน่ะมันเป็นอาหารที่เยี่ยมที่สุด! 

Q: Is swimming good for your figure? 
การว่ายน้ำดีต่อรูปร่างมั๊ยคะ? 
A: If swimming is good for your figure, explain whales to me. 
ก็ถ้ามันดีจริง ไหนอธิบายซิว่าปลาวาฬหุ่นดีแค่ไหนกันเชียว 

Q: Is getting in-shape important for my lifestyle? 
การมีรูปร่างดีๆ สำคัญต่อชีวิตมั๊ยคะ? 
A: Hey! 'Round' is a shape! 
โธ่เว้ย! แล้วทรงกลมๆ มันก็เป็น "รูปร่าง" ไม่ใช่เรอะ 

Well, I hope this has cleared up any misconceptions you may have had about food and diets. 
เอาล่ะ นี่คงแก้ปัญหาความเข้าใจที่ผิดๆ เรื่องโภชนาการที่ดีได้แล้วนะ 

And remember: และก็จำไว้ด้วยว่า 
'Life should NOT be a journey to the grave with the intention of arriving safely in an attractive and well preserved body, but rather to skid in sideways - Chardonnay in one hand - chocolate in the other - body thoroughly used up, totally worn out and screaming 'WOO HOO, What a Ride' 
ชีวิตน่ะมันไม่ใช่การฝัง จิตฝังใจเอาไว้กับการระมัดระวังเพื่อรักษารูปร่างให้ดีๆ ไว้ แต่มันควรเป็นเหมือนการเล่นสไลเดอร์ มือข้างนึงถือแก้วไวน์ชาร์ดองเน่ไว้ และถือช๊อกโกแล๊ตไว้ในมืออีกข้าง ใช้ร่างกายทั้งหมดให้คุ้มๆ แหกปากกู่ก้อง เว้ยเฮ้ยยยยยย!!!! สนุกอะไรอย่างนี้!! 


AND.....แล้วก็นะ.... 

For those of you who watch what you eat, here's the final word on nutrition and health. It's a relief to know the truth after all those conflicting nutritional studies. 
สำหรับพวก ที่ต้องคอยดูแล้วดูอีกว่า กินอะไรเข้าไปยังไงบ้าง อ่านด้านล่างนี่ซะ นี่คือข้อสรุปเกี่ยวกับโภชนาการ และสุขภาพ อ่านแล้วจะโล่งเอามากๆ เลยที่ได้รู้ความจริงหลังจากที่ผลวิจัยทางโภชนาการเขาถกเถียงกันมานาน 

1. The Japanese eat very little fat and suffer fewer heart attacks than Americans. 
คนญี่ปุ่นบริโภคไขมันน้อย และก็มีภาวะหัวใจวายน้อยกว่าคนอเมริกัน 

2. The Mexicans eat a lot of fat and suffer fewer heart attacks than Americans. 
คนแม๊กซิกันบริโภคไขมันเยอะโคดๆ แต่ก็มีภาวะหัวใจวายน้อยกว่าคนอเมริกัน 

3. The Chinese drink very little red wine and suffer fewer heart attacks than Americans. 
คนจีนไม่ค่อยดื่มไวน์แดง และมีภาวะหัวใจวายน้อยกว่าคนอเมริกัน 

4. The Italians drink a lot of red wine and suffer fewer heart attacks than Americans. 
คนอิตาเลี่ยนดื่มไวน์แดงเยอะมากๆ แต่ก็มีภาวะหัวใจวายน้อยกว่าคนอเมริกัน 

5. The Germans drink a lot of beers and eat lots of sausages and fats and suffer fewer heart attacks than Americans. 
คนเยอรมันตะบี้ตะบันดื่มเบียร์ แถมยังยัดทะนานกินไส้กรอก และก็พวกอาหารไขมัน แต่ก็มีภาวะหัวใจวายน้อยกว่าคนอเมริกัน 


CONCLUSION ข้อสรุปก็คือ........ 

Eat and drink what you like. ชอบอะไรก็กินๆ ดื่มๆ มันเข้าไปเหอะ 

Speaking English is apparently what kills you. เพราะการพูดภาษาอังกฤษต่างหากล่ะ ที่ทำให้คุณตาย!

 

เมื่อวานนี้เป็นวันเกิดค่ะ รู้สึกคิดถึงblog exteen ขึ้นมา ช่วงหลังนี่ยุ่งไม่ได้มาอัพนานแสนนานเลย แต่ไม่น่าเชื่อยังมีคนอ่านเป็นร้อยคนต่อวันได้ไง เรื่องนี้ที่มามาจาก forward mail อ่านกันขำๆนะคะ

ถ้ามีเวลาจะพยายามมาเขียนใหม่นะคะ

 

โชคดีค่ะทุกคน

แหม.. คุณป้าล่ะก็

posted on 19 Aug 2008 17:01 by thedoctorwearsprada in chit-chat

อยากจะเขียนเรื่องที่มันไม่เครียด แต่ท่าทางเดี๋ยวนี้งานจะเครียดมาก
อย่าว่าแต่เรื่องขำๆเลย เรื่องเรียกรอยยิ้มยังคิดไม่ค่อยจะออก

เรื่องมันมีอยู่ว่าเมื่อเดือนที่แล้ว เราทำงานในแผนกสูติ-นรีของโรงพยาบาลจังหวัด
ได้เจอกับคนไข้คุณป้าคนนึง แกป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูก
มักมาตรวจด้วยอาการมีเลือดออกจากช่องคลอดอยู่บ่อยๆ
คือว่า เคสแกอยู่ระหว่างขั้นตอนเตรียมการรักษา ตรวจเพิ่มเติม ก่อนส่งไปฉายรังสีที่ศูนย์มะเร็ง

ฟังคำว่า.. มะเร็ง หลายคนอาจคิดว่าคุณป้าจะท่าทางน่าสงสาร หน้าตาซีดเซียว
คุณป้านั้นลัลล้ากว่าที่ทุกคนจะคิดได้มากทีเดียว แกพูดเก่งมาก
และทุกครั้งที่มาหาหมอก็ดีใจยิ้มแย้มซะจนเราคิดว่านี่แกมาพบญาติหรือว่ายังไงกันนะ


เราเจอแกครั้งแรกนั้น แกถูกส่งตัวมาจาก ร.พ.ชุมชน เพราะว่าเลือดออกบ่อยจนซีดและทางชุมชนไม่มีเลือด
เลยขอส่งตัวมา หรือความจริงไม่รู้ว่ารับมือคุณป้าไม่ไหวส่งมาให้จังหวัดกันแน่ :P 55..ความลับของราชการ
คุณป้าเจอเราก็ยิ้มแย้ม ดูท่าทางแกคุ้นเคยกับโรงพยาบาลเป็นอย่างดี
เวลาไปตรวจก็มักชวนเราคุยซะนาน ทั้งที่เวลาตรวจคนไข้ตอนเช้านั้น เราจะต้องรีบมาก เพราะมีคนไข้รอเยอะ
แถมยังมาหยอดว่า "ป้านี่เจอแต่หมอสวยๆ หมอที่รักษาป้าที่ร.พ.เก่าก็สวยอย่างหมอเนี่ยล่ะ"
แหม.. คุณป้าล่ะก็

แม้กระทั่งพยาบาลแกก็ยังไม่วาย
ตอนที่พยาบาลไปซักประวัติ พอถามถึงประวัติการศึกษาว่าป้าจบชั้นไหน
แทนที่จะตอบมาตามตรง แต่กับป้า มันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอก
"ปอหนึ่งอ่ะนะ ป้าก็สอบไม่ผ่าน , ปอสองป้าก็ซ่ำชั้น แล้วปอซี่ป้าก็สอบตกอีก
ครูก็เลยบอกว่า สรุปแล้วป้าไม่ได้เรียน"

มึน มึน..แต่ก็ขำ


พอถามว่ามีลูกกี่คน แกก็ยังไม่วายอ้อมค้อม
"พี่สาวป้าเค้ามีลูก 7 คน พี่สาวคนรองอ่ะก็มีอีก 3 คน น้องสาวป้ามี 4คน"
ฟังจนจบสรุปแล้วยังต้องถามว่าป้านั้นมีเท่าไหร่

หลายครั้งที่เราอนุญาติให้ป้ากลับบ้านเมื่อเลือดหยุดดีขึ้นแล้ว
ป้ามักขอนอนต่อเสมอไม่รู้ติดใจอะไรนักหนา
อ้างว่าไม่มีคนมารับกลับบ้าง
อ้างว่าอีกวันสองวันจะถึงวันนัดตรวจนู่นตรวจนี่ขอนอนจนถึงวันนัดจะได้ไม่ต้องเดินทางบ้าง
จนถึงวันที่แกต้องกลับบ้าน ไม่มีข้ออ้างอะไรอีก
ดั๊น..เป็นวันที่เลือดออกอีกพอดี
เจอป้าแต่เช้า นั่งยิ้มแฉ่ง
"แหมป้าว่าจะกลับแล้วนะ แต่เมื่อเช้าเข้าห้องน้ำ เลือดมันออกอีกละ"
ตกลง นี่ป้าดีใจเหรอเนี่ย

สุดท้ายเราก็ส่งคุณป้ากลับบ้านได้ พร้อมกับใบส่งตัวเพื่อรักษาต่ออย่างเสร็จสรรพ

และก็ถึงเดือนนี้ที่เราออกทำงานที่โรงพยาบาลชุมชน
เราน่ะลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าบ้านป้าแกอยู่อำเภอนี้
แล้วอย่างกับป้ารู้ ในวันที่เราอยู่เวรห้องฉุกเฉินพอดี
เราก็เจอแกอย่างกับพรหมลิขิต

"คุณหมอ ป้าเลือดออกคร่า"
(ยิ้มแฉ่งงง)

เฮ้อ สวัสดีจ้ะคุณป้า

ขอเถอะค่า..ใบรับรองแพทย์*

posted on 06 Jun 2008 11:10 by thedoctorwearsprada in chit-chat

เชื่อว่าหลายต่อหลายคนคงจะมีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับใบรับรองแพทย์มาบ้าง ไม่ว่าจะใช้ลาหยุดเรียน หยุดงาน สมัครเข้าทำงาน เบิกประกัน อื่นๆ จิปาถะ

 

ส่วนเรานั้นเกี่ยวข้องกับใบรับรองแพทย์โดยตรงในฐานะเป็นคนเขียน ไอ้ที่ธรรมดาก็เขียนตามความจริงน่ะไม่เท่าไหร่ แต่ไอ้ที่ไม่ธรรมดาดูเหมือนว่าจะเยอะขึ้นทุกวัน

.......

เด็กสาววัยรุ่นหน้าตาดี แต่งตัวอารมณ์เด็กสยามเดินเข้ามาในห้องฉุกเฉินเวลา 3 ทุ่ม

โดยเธอบอกว่ามีอาการปวดศีรษะมาก คลื่นไส้ มีโรคประจำตัวเป็นไมเกรน กลิ่นน้ำหอมหอมฟุ้งชนจมูกหมอ หมอตรวจดูอาการไม่เป็นมาก รักษาให้ยาแก้ปวด

 " เอ่อ คุณหมอ หนูขอใบรับรองแพทย์ด้วยค่ะ" 

หมอจะเขียนให้ว่าได้รับการตรวจรักษาจริง " เอ่อ คุณหมอ ขอหยุดเรียนพรุ่งนี้นะคะ หนูไปไม่ไหว ปวดทุกทีก็ต้องนอนพักถึงหาย"

 หมอมองหน้าพยาบาลกำลังส่งสายตาไปทางกลุ่มเพื่อนสาวของเธอ 4-5 คนที่รออยู่ด้านนอก แต่งตัวพริ้งเพริศกันทุกนาง

 ....นี่คือ หนึ่งตัวอย่างของคนที่ใช้หมอเป็นเครื่องมือ ปวดหัวนอนพักคืนนี้อาจไปเรียนได้ แต่ถ้าคืนนี้แดนซ์กระจายบวกฤทธิ์แอลกอฮอล์ กว่าจะกลับบ้านนอน ตื่นมาคงแฮงค์ไปไม่ไหวจริงๆ

...................

คนไข้คนนึงมาตรวจที่คลินิกนอกเวลาเวลาสองทุ่ม วินิจฉัยว่าเป็นหวัด หมอกำลังจะสั่งยาเหลือบไปเห็นในประวัติ 

"เอ้า เมือ่เช้าก็มาตรวจแล้วทีนึงนี่คะ ทำไมตอนเย็นมาอีก อาการก็ไม่ได้เป็นมากขึ้นนี่คะ"

 "อ๋อ หนูตรวจแล้วหมอเมื่อเช้าไม่ยอมเขียนใบรับรองให้หนูหยุดงานค่ะ เขียนแต่ว่ามาตรวจจริง หนูเลยมาใหม่"

" อืมค่ะ ปกติเป็นหวัดหมอก็มีความเห็นว่าไม่ถึงกับต้องหยุดพักรักษาตัวนะคะ มีเพียงน้ำมูกนิดหน่อยเท่านั้นเอง"

 "แต่หนูต้องหยุดงานมาตรวจน่ะค่ะ"

ถามได้ความว่าเธอทำงานกะบ่าย เข้างานบ่ายโมง เวลาที่เธอมาตรวจช่วงเช้าคือ 11 โมงกว่า "อ้าวแล้วทำไมไม่มาตรวจตั้งแต่เช้าคะ จะได้ไม่ต้องขาดงาน คลินิกเริ่มตรวจตั้งแต่แปดโมงแล้ว ที่นี่โรงพยาบาลรัฐ คนไข้ค่อนข้างมากอยู่แล้ว ต้องใช้เวลารอ ถ้ามาแล้วเสร็จเลยคงต้องไปคลินิก "

คนไข้ยิ้มแหะๆ  สุดท้ายหมอก็เขียนให้เธอ จะได้ไม่ต้องมาตรวจแล้วตรวจอีกให้เสียเวลาเสียทรัพยากร โดยได้แต่หวังว่าคราวหน้าเธอจะไม่ทำอีก

 

 

หรืออย่างที่เคยได้ยินข่าวว่า คนไข้บอกว่าท้องเสียเพราะรับประทานสเต็คที่มีหนอน พอแพทย์เขียนใบรับรองแพทย์ให้ตามคำพูดของคนไข้ ว่ารับประทานสเต็คที่มีหนอน และมีอาการท้องเสีย ก็เอาไปฟ้องร้องแฟรนไชส์ร้านอาหารชื่อดังเป็นล้านๆ อ้างจากใบรับรองแพทย์ ทั้งที่จริงใครจะไปรู้ท้องเสียจากอย่างอื่นก็ได้เยอะแยะ หมอก็ไม่ได้ไปรู้ไปเห็นด้วยซะหน่อย

 

 

คนไข้บอกหมอว่าถูกชกต่อย มีบาดแผลฟกช้ำตามร่างกาย หมอเขียนใบรับรองแพทย์ให้ว่า "ถูกชกต่อย มีแผลฟกช้ำที่ใบหน้า" คนไข้เอาใบรับรองแพทย์ไปแจ้งความ  ความจริงแล้วหมอก็เขียนตามที่คนไข้บอกเท่านั้นเอง บาดแผลอาจจะเกิดจากสาเหตุอื่นอะไรมาก็ได้ 

 

 

แล้วยังมีพวกเป็นหวัดนิดหน่อยแต่ขอนอนโรงพยาบาลเพื่อนำไปเบิกประกัน หรือคนที่เจ็บป่วยเล็กน้อย แต่ต้องการให้หมอเขียนให้ต้องหยุดพักรักษาตัวเพื่อเอาไปเบิกนู่นเบิกนี่ เอาไปอ้างที่ทำงาน โอย สารพัด ..พอไม่ให้ก็ทั้งอ้อน ทั้งขู่

 

...................

เวลาคนขู่จะฟ้อง คิดว่าหมอๆกลัวกันมั๊ยคะ คำตอบคือ กลัวค่ะ ไม่ได้กลัวเพราะทำความผิด เพราะสมัยนี้ถึงแม้ไม่ผิดใช่ว่าจะพ้นคดี คนที่ยังไม่เข้าใจในวิชาชีพนี้มีอยู่มาก และต่อให้ชนะคดี แค่ต้องต่อสู้ความก็เหนื่อยแล้วค่ะ เหนื่อยทั้งกายและใจ คนที่ยิ่งพยายามเป็นหมอที่ดีแค่ไหนก็ยิ่งเหนื่อยเท่านั้น

 

จากตัวอย่างที่ยกมาให้ฟัง เพราะฉะนั้นอย่าแปลกใจค่ะ ที่จะถูกถามว่าขอใบรับรองแพทย์ไปทำอะไร หรือว่าหมอจะให้ใบรับรองแพทย์ไม่ง่ายเหมือนที่ผ่านมา ยิ่งยุคนี้สังคมกำลังเผชิญวิกฤตปัญหาความเข้าใจระหว่างผู้รับบริการกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ และดูเหมือนว่าแนวโน้มสังคมจะเชื่อจากสื่อมากกว่าผู้เชี่ยวชาญและหลักฐานางการแพทย์อยู่ด้วย แพทย์ส่วนใหญ่ที่ยังทำงานอยู่ ยังไม่หนีไปประกอบอาชีพอื่น จึงต้องระวังตัวกันอย่างรอบด้าน จะก้าวผิดนิดผิดหน่อย ทำอะไรตกหล่น มันก็เสี่ยงคุกตาราง การฟ้องร้องไปซะหมด defensive medicine จึงมีบทบาทมากในปัจจุบัน

 

เขียน entry นี้เพื่อชี้อะไรให้คนที่ไม่เคยมองได้เห็นบ้าง และอยากบอกผ่านถึงคนที่มีพฤติกรรมเหล่านี้ว่าอย่าทำเลยค่ะ ไม่ต้องคิดไกลถึงผลที่ตามมาไปไหนก็ได้ แค่คุณมาเพิ่มคนไข้ให้หมอ มาเสียเวลาต่อรองใบรับรองแพทย์ ก็เสียเวลาที่มีค่าที่คนไข้จำเป็นคนอื่นจะได้ตรวจ เสียกำลังใจของหมอที่เวรๆนึงตรวจคนไข้เป็นร้อยคน ลองคิดดูนะคะ แปดชั่วโมงให้คุณคุยกับคนร้อยคนเเฉยๆหนื่อยมั๊ยคะ หมอต้องทั้งคุย ทั้งตรวจ รักษา ทำหัตถการ แล้วยังมาเจอกับคนที่ใช้เราเป็นเครื่องมืออีก ไม่ดีเลยค่ะ.

 

ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นเรื่องเครียด แต่พออ่านทวนดูแล้วอืมม มันเครียดแฮะ

เลยจะเอารูปลูกน้อยคนใหม่ของเรามาอวดเล่น (ลูกคนไข้น่ะค่ะ อย่าตกใจยังไม่มีข่าวดี) ที่คลอดออกมาหนักตั้ง 5100 gm แน่ะ จ่ำม่ำมากๆเลย ดูรูปนี่เด็กแรกเกิดนะคะ ไม่ได้เด็ก2 เดือน