doctor

คาเป้า ทั่นแน่ว ซินโดรม

posted on 20 Dec 2007 13:13 by thedoctorwearsprada in chit-chat

 

ฟังชื่อ Blog วันนี้แล้วรู้สึกทะแม่งๆพิกล ความจริงเรื่องที่จะพูดวันนี้คือ Carpal tunnel syndrome  แต่พออ่านออกเสียงแล้วมักจะได้ยินหลายๆคนติดเสียงภาษาไทยว่า "คาเป้า คาเป้า" กันบ่อยๆ  ฟังแล้วถ้าคิดมากจะขำดี หึหึ

โรคนี้ไม่ใช่โรคใหม่ แต่มีหลักฐานที่กล่าวถึงโรคนี้มาเป็นร้อยปีแล้ว  ยิ่งในช่วงหลังที่คอมพิวเตอร์เข้ามาเป็นอวัยวะส่วนใหม่ของผู้คน อุบัติการณ์ของโรคนี้ก็ดูจะสูงขึ้น และเริ่มเป็นที่รู้จักของผู้คนมากขึ้น นับเป็นความเจ็บป่วยอีกหนึ่งอย่างที่อินเทรนด์จริง

หลายคนคงไม่เคยได้ยินและเริ่มงงว่านี่กำลังพูดถึงอะไร แต่คิดว่าน่าจะมีคนร้องอ๋อขึ้นมาบ้าง ถ้าพูดถึงโรคมือชา ซึ่งเรียกตามอาการสำคัญของโรค

คาเป้า ทั่นแน่ว นี่เกิดจากเส้นประสาทที่ข้อมือถูกกดรัดจากพังผืดรอบข้อมือ ทำให้มีอาการตั้งแต่ เจ็บข้อมือ เจ็บแปล๊บๆไปที่ปลายนิ้วมือ โป้ง ชี้ กลาง นาง แต่ไม่รวมเอานิ้วก้อย นานไปก็กลายเป็นชาที่นิ้ว รู้สึกไม่มีแรง จนถึงกล้ามเนื้อที่อุ้งมือฝ่อลีบ สาเหตุก็มีมากมาย แต่สาเหตุที่พบบ่อยและแก้ไขได้ก็คือการใช้ข้อมือในลักษณะที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บต่อเส้นเอ็นและพังผืดที่ข้อมือซ้ำๆ เช่น การใช้คีย์บอร์ดอย่างไม่ถูกวิธีเป็นเวลานาน การเขียนหนังสือนาน การกดแป้นแคชเชียร์ การหิ้วของ นี่แหละ โรคนี้ก็เลยพบได้ทั่วไป พบกันได้ตั้งแต่วัยรุ่นเลยทีเดียว

โรคนี้บางคนก็เป็นอยู่โดยไม่รู้ตัว เวลาใช้มือนานๆ เล่นคอมนานนแล้วรู้สึกปวดข้อมือ ชานิ้วมือก็พักหายกันไป ซึ่งความจริงก็ถูก เพราะโรคนี้เมื่อเป็นน้อยๆ การรักษาก็คือกายภาพโดยการใช้มือให้ถูกวิธี การใส่เครื่องมือพยุงข้อมือ การให้ยาแก้ปวด การฉีดยาเข้าที่ข้อมือ จนไปถึงการผ่าตัดรักษาเมื่อมีอาการมาก เช่น เขียนหนังสือไม่ได้ ปวดมากจนทำให้ตื่นนอน หรืออะไรก็ตามที่ปัญหาที่ดูเหมือนจะเล็กๆนี้ไปรบกวนการดำเนินชีวิตประจำวันของคนไข้

เชื่อว่า เพื่อนๆชาว exteen ซึ่งหลายคนก็คงจะติดกับการใช้คอมวันละหลายชม.ต่อวันนี่ ก็อาจจะมีปัญหานี้อยู่ไม่น้อย ก็เลยเอามาฝากให้รู้จักกัน วิธีป้องกันและแก้ไขแบบง่ายๆ ก็คือการพยายามใช้ข้อมืออย่างถนอมไม่อยู่ในท่าที่หักหรือเหยียดข้อมือมากเกินไปเป็นเวลานาน วางข้อมืออยู่ในแนวข้อศอกหรือต่ำกว่าเล็กน้อยเวลาใช้keyboard อย่าออกแรงจับปากกาซะแน่น หรือกดเวลาเขียนซะจนทะลุไปถึงปกหลัง อาจจะใช้ปากกาอ้วนๆเล็กน้อยเพื่อไม่ออกแรงมากเกินไป ถ้าต้องเขียนเยอะๆก็ลงทุนซะหน่อยหาปากกาที่หมึกมันไหลลื่น ถ้าเริ่มมีอาการแล้วก็ควรรู้ตัวเองพักข้อมือบ่อยๆ อาจใช้การแช่น้ำอุ่นช่วยลดอาการปวดด้วย บางคนที่ปวดข้อมือตอนเช้าๆ เค้าบอกว่าการสะบัดข้อมือก็ช่วยได้ ส่วนคนที่ยิ่งเป็นมากขึ้นๆก็อย่ามัวแต่ดันทุรัง รู้ตัวเองและมาหาหมอซะดีๆนะคะ

 

PS พอดีเปิดดูด้วย firefox แล้วไมมันไม่ตัดบรรทัดคะ แก้ยังไง ใครรู้ช่วยบอกหน่อยนะ

รวมมิตร.. ไส้ติ่ง*

posted on 04 Dec 2007 22:11 by thedoctorwearsprada in chit-chat

 สวัสดีวันพ่อค่ะทุกคน

 

สองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ค่อยได้ทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเท่าไหร่ เดินสวยไปวันๆ555 เพราะฉะนั้นไม่ต้องแปลกใจถ้าจะไม่ค่อยมีเรื่องเล่า .. วันนี้ก็แค่จะพูดถึงโรคง่ายๆที่หลายคนก็เป็นกันไปแล้ว ก็คือ ไส้ติ่งอักเสบ (Acute appendicitis)

ถ้าบังเอิญจะยังมีคนไม่รู้จัก ก็ขอพูดคร่าวๆนิดนึงละกันนะ ไส้ติ่ง ชื่อก็บอกนะคะ คือ ติ่งของลำไส้นี่เอง (ไม่อยากจะว่าตัวเอง แต่แปลได้เหมือนหมอมาก ^^") ตำแหน่งก็ตามรูปที่เห็นข้างล่างแล้วกันนะคะ เมื่อมีการอักเสบก็จะมีอาการ เบื่ออาหาร เมื่อเริ่มปวดท้องจะปวดมวนท้องรอบๆสะดือก่อน จากนั้นประมาณ 2-6 ชั่วโมงจะย้ายไปปวดที่ท้องด้านขวาล่างประมาณตำแหน่งตามรูปข้างล่างนะคะ แล้วตามด้วยมีไข้และคลื่นไส้อาเจียนเมื่อการอักเสบรุนแรงมากขึ้น อาการที่ว่านี้คือตามตำรานะคะ แต่ว่าบ่อยๆเลยทีเดียวที่ไส้ติ่งอักเสบจะมาด้วยอาการที่ประหลาดๆ ปวดท้องแบบงงๆ หรือที่หมอๆเรียกกันว่า "ไม่ typical" และพวกเคสเหล่านี้บางทีก็สร้างความลำบากในการวินิจฉัย มีเหตุให้เป็นเรื่องเป็นราวฟ้องร้องกันไปบ้าง อย่างที่คงเคยเห็นตามหน้าหนังสือพิมพ์ เฮ้อ.. พูดมาถึงประเด็นนี้แล้วก็แอบเศร้า ไม่มีใครอยากทำผิดพลาดหรอก ใครก็อยากรักษาคนไข้ให้หายกันทั้งนั้น

source:http://www.mayoclinic.com/images/image_popup/r7_appendicitis.jpg

 

กลับมาเรื่องไส้ติ่งต่อดีกว่า ที่เราเจอในช่วงนี้ก็มีไส้ติ่งเพี้ยนๆอยู่หลายราย..

เคสนึง อาการ typical มากๆ เอาไปเปิดผ่าตัด ปรากฏเลือดเต็มท้อง คุงหมอต้องสะดุ้งโหยง เอ้ยย นี่มันไม่ใช่ไส้ติ่งแล้ว คือปกติๆไส้ติ่งอักเสบหรือแตกมันก็ไม่ได้ทำให้เปิดท้องไปเจอเลือดนองอย่างนี้นะคะ ปรากฎที่จริงคุณคนไข้เธอเป็นซีสต์ที่รังไข่แตก ต้องตามหมอสูติมาผ่าต่ออย่างไว ความจริงก็เป็นเรื่องธรรมดานะคะ เนื่องจากตำแหน่งและอาการปวดท้องของสองโรคนี้ก็ใกล้เคียงกันมากที่เดียว และก็ต้องผ่าตัดรักษาเหมือนกัน ไม่ได้ผิดพลาดอะไร

อีกเคสกลับกัน เป็นคนท้องประมาณ 7-8 เดือน ปวดท้องเหมือนกัน แต่ไม่ใช่ปวดจะคลอดลูกนะ  อัลตราซาวน์พบซีสต์ที่รังไข่คิดว่าน่าจะมีภาวะแทรกซ้อน ก็ทำผ่าตัดซีสต์ไป ผ่าเสร็จชะแว้บ ลงไปดูไส้ติ่ง อ่าว อักเสบแดงอยู่เลย เลยตามศัลยแพทย์มาผ่าด้วยกัน สรุปตัดไปทั้งสองอย่าง แต่คนนี้โชคไม่ดีเลย  ต่อมาปลายลำไส้ที่ตัดไป มันมีเนื้อตาย ทำให้ไหมที่ผูกไว้หลุด อาหารและน้ำย่อยก็เลยปรู๊ดปร๊าดจากลำไส้ลงสู่ช่องท้อง ต้องมาผ่ากันอีกรอบ น่าสงสารจริงๆ

คนนึงเป็นผู้ชายให้ประวัติปวดท้องมาตั้งสามวัน แต่ตรวจท้องก็ยังไม่มีการอักเสบมากเท่าไหร่นัก ปกติแล้ว ถ้าคิดว่าเป็นไส้ติ่งอักเสบจริงๆ แล้วปวดท้องเกิน 1 วัน มักจะแตกไปแล้ว เปิดไปคนนี้ก็ยังไม่แตกจริงๆ ไส้ติ่งเหนียวจริงๆ ทนอักเสบมาได้ตั้งสามวันแน่ะ ^^" แต่พอจับปุ๊บก็แตกโป๊ะ กันต่อหน้าหมอเลยทีเดียว จับได้คาหนังคาเขา อย่างนี้สิถึงจะเรียกว่าเจอไส้ติ่งแตกของจริง

อีกคนล่าสุดนี่.. ให้ประวัติอะไรงงๆ ถามอะไรก็ตอบไม่ค่อยจะได้ประโยชน์ และทำท่าทางกะลิ้มกะเหลี่ยหมออย่างเห็นได้ชัด ตอนนั้นเราไปตรวจคนเดียวนี่ ทนไม่ไหวต้องเดินออกมาเลยอ่ะ กลัวอันตราย นี่เราไม่เคยเจอคนไข้อย่างนี้เลยนะ ตอนหลังฟังจากคุณพยาบาล ก็ได้ความเห็นว่าพี่แกออกจะ psychi หน่อยๆ เฮ้อ..ลำบากใจ เจอคนไข้อย่างนี้นี่ เปิดท้องไปเห็นว่าไส้ติ่งเน่าดำเลย แต่พี่แกก็ยังดูแฮปปี้มีเวลาส่งสายตา.. เซ็ง ข้ามคนนี้ดีกว่า

น้องคนสุดท้าย ยังเด็กๆอยู่เลยน่าจะมัธยมนะ มาตัดไหมที่ผ่าไส้ติ่งไป เพื่อนเราเป็นคนผ่าเองล่ะ ตัดไหมไปปรากฎว่าหนองไหลทะลักออกมาตามรูไหมเลย เป็นอีกหนึ่งภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยนะคะ เพราะไส้ติ่งอักเสบเป็นการการทำผ่าตัดเนื้อเยื่อที่อักเสบมีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายอยู่แล้ว ก็เลยต้องตัดไหม เปิดแผลใหม่ ทิ้งไว้ให้ดี ค่อยเย็บปิด ก็ประมาณอาทิตย์นึง มันไม่เจ็บไม่ปวดอะไรเท่าไหร่หรอก แต่เป็นเราคงรู้สึกแย่น่าดูเป็นสาวๆต้องมามีแผลหน้าท้องที่ไม่ได้เย็บปิดทิ้งไว้ตั้ง 1 สัปดาห์ อย่างนี้วัยรุ่นคงเซ็ง 555

PS : ตอนนี้กำลังอยู่เวร ว่างๆไม่มีใครตามเลยมาอัพบล็อค
อาจจะเขียนงงๆไปบ้างเพระไม่ค่อยมีสมาธิเท่าไหร่นะคะ

เพิ่มเติมตอบคอมเมนท์คุณ @ri นะคะ

ไส้ติ่งอักเสบเนี่ยก็มีอุบัติการณ์ประมาณ 7 % ค่ะ แปลว่า 100 คนเป็นซะ 7 คน ก็ถึงว่าเป็นกันเยอะทีเดียว ส่วนใหญ่จะเป็นช่วงอายุ 10 - 30 ปี ผู้ชายเป็นมากกว่าผู้หญิงเล็กน้อย ส่วนวิธีป้องกันนั้น ไม่มีค่ะ แล้วแต่ดวงใครดวงมันละกัน อิอิ

 

 

คุณหมอ..สุดโก๊ะ*

posted on 04 Nov 2007 12:47 by thedoctorwearsprada in chit-chat

วันนี้มีเรื่องขายหน้ามาเล่าให้ฟังค่ะ เมื่อเช้าวันก่อน...

: : เวลาตี5 ครึ่งพร้อมกับความง่วงงุนและอาการป่วยที่ยังไม่ค่อยจะหาย

คุณหมอสาวตรวจคนไข้ยามเช้าตามปกติ ไล่จากชั้น5 วอร์ดสามัญ มาชั้น 5 วอร์ดพิเศษ ด้วยสปีดที่ต้องรักษาไว้ในระดับนึงเพื่อหลีกเลี่ยงการไล่ล่าของพี่เดนท์ที่ราวน์ตามหลังมาไม่รู้จะทันเมื่อไหร่

: : ณ วอร์ดชั้น 6 พิเศษ

คุณหมอเช็คchart พบว่ามีคนไข้อยู่สองคนรายนึงมีภาวะครรภ์เป็นพิษและเข้ารับการผ่าตัดคลอด วันนี้หลังการผ่าตัดวันที่สาม ส่วนอีกรายเป็นคนไข้พิเศษของอาจารย์ซึ่งคลอดปกติ ด้วยระบบจัดการประมวลผลอย่างรวดเร็วตามประสาคุณหมอสาวผู้คล่องแคล่วสั่ง order ได้อย่างรวดเร็วว่าจะทำอะไรให้แก่คนไข้วันนี้และจะต้องทำแผลให้แก่คนไข้ที่ผ่าตัดด้วย หลังจากจรดปากกาด้วยความเร็ว รองเท้าส้นสูงสีดำมันวาวนำพาร่างคุณหมอสาวไปยังรถทำแผลและลากรถไปยังเป้าหมายห้อง 606 อย่างปราดเปรียว (แต่คนภายนอกอาจมองเห็นความทุลักทุเลเล็กน้อย เมื่อเทียบขนาดรถและร่างจ้อยของหมอ ^^)

: :ห้อง 606

คนไข้นอนรออยู่ที่เตียง ลักษณะเป็นผู้หญิงตัวค่อนข้างใหญ่และมีน้ำหนักส่วนเกินอย่างเหลือเฟือ อย่างนี้แหละที่เรามักพบว่าเป็นครรภ์เป็นพิษขณะตั้งครรภ์ คุณหมอสาวทักทายคนไข้ พร้อมถามอาการที่ต้องระวัง "มีอาการปวดศีรษะ ตามัว หรือจุกแน่นลิ้นปี่บ้างมั๊ยคะ" คนไข้ที่เป็นครรภ์เป็นพิษจะชินกับคำถามเหล่านี้เป็นอย่างดี เพราะคุณหมอและพยาบาลจะถามทุกครั้งที่เห็นหน้าคนไข้ เธอมีสีหน้าไม่ตื่นเต้นแล้วตอบว่า "ก็ไม่นี่คะ" อืม..ข้อเสียของการมาตรวจแต่เช้าคือคนไข้มักง่วงอยู่

จากนั้นคุณหมอจัดการวัดความดัน ตรวจร่างกายไปพร้อมกันอย่างรวดเร็ว "เอ่อ ความดันปกติเลยนี่คะ ดีจังเลย" ปกติคนไข้ครรภ์เป็นพิษจะมีความดันสูงและวันนี้คุณหมอวัดได้ความดันปกติเธอดีใจมากเพราะแสดงว่าคนไข้อาการดีขึ้น ส่วนคนไข้ยังคงมีสีหน้าง่วงงุนและตอบเชิงถามว่า "ความดันปกติดีเหรอคะ" จากนั้นชวนคนไข้คุยถึงลูก คนไข้บอกว่าลูกตัวเหลืองและต้องอบไฟอยู่ คุณหมอจึงปลอบใจว่า "ไม่เป็นไรนะคะ ลูกตัวเล็กมักจะมีโอกาสเหลืองได้ง่ายอยู่แล้ว ส่องไฟ 2-3 วันก็หาย" คนไข้กลับย้อนถามว่า"ลูกตัวเล็กเหรอคะ" ด้วยความเอะใจ คุณหมอเลยถามว่าลูกน้ำหนักเท่าไหร่นะคะ "3,900 ค่ะ" แย่ละ..ท่าทางจะจำสับกับลูกของคนไข้อีกคนนึง แย่จริงเรา คุณหมอสาวคิดกับตนเอง และกล่าวขอโทษคนไข้ไปตามตรงที่จำผิด  ท่าทางจะมึนมากนะชั้นเนี่ย ปกติไม่เคยนี่นา

"ดีแล้ว งั้นหมอขออนุญาตทำแผลหน่อยนะคะ ครบสามวันแล้ว" พูดไปพลางมือเตรียมเซ็ททำแผล หยิบอุปกรณ์เป็น pad ใช้ปิดแผลชนิดกันน้ำออกมาเตรียม คนไข้เห็นแล้วทักขึ้นมา "เอ่อ ไม่ทราบว่าจะทำแผลตรงไหนเหรอคะ เพราะไม่ได้ผ่า เห็นหยิบแผ่นนั้นออกมา" คุณหมอออกอาการเหวอ ภาพในหัวรีรัน นั่นมันต้องเป็นห้อง 609 แน่เลย จำสับห้องกันทั้งหมดเลยนี่นา ไม่ใช่แค่น้ำหนักเด็กแล้ว! พยายามจะปรับสีหน้า อ้อมแอ้มถามไปว่า "เอ่อ คลอดปกติใช้มั๊ยคะ" พยายามหาวิธีเอาตัวรอดให้จบอย่างสวยงาม แต่คิดไม่ออกสุดท้ายเลยต้อง " ขอโทษนะคะ หมอคงเข้าห้องสับกันจริงๆ " ตายๆ ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ไหน "ไม่เป็นไรค่ะ" รีบตรวจคนไข้อีกครั้งแล้วออกมาอย่างอายสุดๆ (><) (><)(><) ตอนขากลับนี่ไอ้รถเข็นทำแผลนี่ก็ช่างทุลักทุเลเสียจริง

 

ไม่ไหว ไม่ไหว ไม่เคยเป็นอย่างนี้เลยเสียชื่อกันหมด คุณหมอสาวผู้แสนจะปราดเปรียว ฮือๆ โถ แล้วคุยกันได้เป็นวรรคเป็นเวร มิน่าล่ะ คนไข้ก็เลยงงๆตอนถามอาการ แถมความดันมันก็ต้องปกติอยู่แล้ว ก็นี่มันคนปกตินี่นา แงๆ อายๆ

จบค่ะ อาย